ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 25, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 24 เม.ย.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

ซื้อขายทำกำไรระยะสั้นแม้ว่าราคามีแรงซื้อเพิ่มขึ้นแต่ก็มีแรงขายกดดันไว้ พิจารณาโซน 1,711-1,705 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในการเปิดสถานะซื้อระยะสั้น เมื่อราคาปรับตัวขึ้นให้ทยอยแบ่งทองคำออกขายทำกำไรหากไม่ผ่านแนวต้าน 1,739-1,747 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,705 1,692 1,678 แนวต้าน : 1,747 1,769 1,788

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น  17.35  ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในระหว่างวันราคาทองคำทะยานขึ้นไปทดสอบระดับสูงสุดบริเวณ 1,739.10 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ว่าทั้งธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)และสภาครองเกรสของสหรัฐจะดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม  หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐสะท้อนว่าการระบาดของ COVID-19 สร้างความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจและตลาดแรงงานอย่างมาก  ทั้งนี้  จำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์พุ่งเกินคาดแตะ 4.4 ล้านราย ส่งผลให้ในช่วง 5 สัปดาห์ที่ผ่านมามีชาวอเมริกันถูกปลดจากงานแล้ว 26.4 ล้านราย ด้านมาร์กิตเผยดัชนี PMI รวมภาคการผลิต และภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ทรุดตัวลงสู่ระดับ 27.4 ในเดือนเม.ย.แตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์  ส่วนยอดขายบ้านใหม่สหรัฐดิ่งลงเกินคาดสู่ระดับ 627,000 ยูนิต  นอกจากนี้ราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนเพิ่มจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่าน  หลังวานนี้ หัวหน้ากองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ระบุว่าอิหร่านจะทำลายเรือรบสหรัฐ หากากเรือรบสหรัฐคุกคามความปลอดภัยของเรืออิหร่าน ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  อย่างไรก็ดี  สกุลเงินดอลลาร์ยังคงแข็งค่า  พร้อมกับที่สกุลเงินยูโรอ่อนค่าลงหลังดัชนี PMI ในเขตยูโรโซนแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้ยูโรยังได้รับแรงกดดันเพิ่มหลังการประชุมทางไกลของผู้นำ EU เพื่อหารือเกี่ยวมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมยังไร้ข้อตกลงในรายละเอียดอีกด้วย  ปัจจัยดังกล่าวจึงสกัดช่วงบวกของราคาทองคำเอาไว้  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

ราคาทองคำเกิดแรงซื้อดันให้ราคาปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยแรงซื้อเพิ่มขึ้นจนสามารถทรงตัวรักษาระดับไว้ แต่เมื่อราคาเข้าใกล้แนวต้านโซน 1,739-1,747 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ( 1,747 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ระดับสูงสุดในรอบกว่า 7ปี )กลับมีแรงขายออกมาเพิ่มขึ้น  เบื้องต้นมีแนวรับระยะสั้นที่ 1,705-1,692 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากยืนได้ ประเมินว่าเป็นการอ่อนตัวลงเพื่อสะสมแรงซื้อ โดยราคามีแนวโน้มขึ้นฟื้นตัวขึ้นทดสอบโซนแนวต้านอีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

ราคาทองคำมีจุดเปิดสถานะซื้อทำกำไรระยะสั้นในบริเวณ 1,711-1,705 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากหลุดโซน 1,692ดอลลาร์ต่อออนซ์) แต่หากราคาปรับตัวขึ้นพิจารณาทยอยแบ่งขายทำกำไรบริเวณ 1,747 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากผ่านได้ แนะนำให้ชะลอการขายออกไป

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) อ่าวเปอร์เซียเดือด อิหร่านขู่ทำลายเรือรบสหรัฐ หากเป็นภัยคุกคามความมั่นคง  นายฮอสเซน ซาลามี หัวหน้ากองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) กล่าวว่า อิหร่านจะทำลายเรือรบสหรัฐ หากสหรัฐเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของอิหร่านในอ่าวเปอร์เซีย  “ผมสั่งให้กองเรือของเราทำลายกองกำลังก่อการร้ายอเมริกันในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของกองทัพอิหร่าน หรือเรือพาณิชย์ของอิหร่าน โดยความมั่นคงของอ่าวเปอร์เซียถือเป็นยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งของอิหร่าน” นายซาลามีกล่าว
  • (+) WHO เผยยา remdesivir ของ Gilead ไม่มีประสิทธิภาพรักษาโรคโควิด-19  องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุในเว็บไซต์ว่า ผลการใช้ยา remdesivir ซึ่งเป็นยาแอนตี้ไวรัสของบริษัท Gilead Sciences ในการทดสอบทางคลินิกที่จีน พบว่า ยาดังกล่าวไม่สามารถเร่งอัตราการฟื้นตัวของผู้ป่วยโรคโควิด-19 รวมทั้งไม่สามารถป้องกันผู้ป่วยจากการเสียชีวิต  WHO รายงานผลดังกล่าวบนเว็บไซต์ ก่อนที่จะลบออกในเวลาต่อมา 
  • (+) สหรัฐเผยยอดขายบ้านใหม่ทรุดหนักสุดรอบกว่า 6 ปีจากพิษโควิด  ระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอดขายบ้านใหม่ดิ่งลง 15.4% ในเดือนมี.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นการทรุดตัวลงหนักที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.2556 สู่ระดับ 627,000 ยูนิต และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 645,000 ยูนิต หลังจากแตะระดับ 741,000 ยูนิตในเดือนก.พ.
  • (+) มาร์กิตเผยดัชนี PMI ภาคผลิต-บริการสหรัฐต่ำสุดเป็นประวัติการณ์  ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิต และภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ทรุดตัวลงสู่ระดับ 27.4 ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ จากระดับ 40.9 ในเดือนมี.ค.
  • (+) สหรัฐเผยตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานพุ่งเกินคาดจากพิษโควิด  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกพุ่งขึ้นสู่ระดับ 4.4 ล้านราย ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 4.3 ล้านราย  จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานรวม 5 สัปดาห์อยู่ที่ระดับ 26.4 ล้านราย ซึ่งสูงกว่าตัวเลขจ้างงานที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดนับตั้งแต่ที่เกิดวิกฤตการเงิน
  • (+/-) ดาวโจนส์ปิดบวกเพียง 39.44 จุด ตลาดถูกกดดันจากข่าวยา remdesivir ไม่มีประสิทธิภาพรักษาโควิด  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (23 เม.ย.) โดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งความหวังที่ว่าสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐจะผ่านมาตรการเยียวยาธุรกิจขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างไรก็ดี ดัชนีดาวโจนส์ขยับขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ เนื่องจากตลาดถูกกดดันจากรายงานข่าวที่ว่า ยา remdesivir ของบริษัท Gilead Sciences ไม่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคโควิด-19  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 23,515.26 จุด เพิ่มขึ้น 39.44 จุด หรือ +0.17% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,797.80 จุด ลดลง 1.51 จุด หรือ -0.05% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,494.75 จุด ลดลง 0.63 จุด หรือ -0.01%
  • (-) ดอลลาร์ปรับตัวผันผวน หลังสหรัฐเผยข้อมูลเศรษฐกิจซบเซา  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโรและฟรังก์สวิส ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (23 เม.ย.) ท่ามกลางการซื้อขายที่ผันผวน หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ซบเซา ซึ่งรวมถึงตัวเลขชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานพุ่งขึ้นเกินคาด และยอดขายบ้านใหม่ที่ทรุดตัวลงหนักสุดในรอบกว่า 6 ปี เนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9761 ฟรังก์ จากระดับ 0.9721 ฟรังก์ แต่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 107.60 เยน จากระดับ 107.71 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.4047 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.4185 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.0785 ดอลลาร์ จากระดับ 1.0820 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2354 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2315 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.6385 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6321 ดอลลาร์สหรัฐ