ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 22, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 24 ส.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love


โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

หากราคาทองคำไม่สามารถยืน 1,946 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ให้แบ่งทองคำออกขายเพื่อทำกำไรบางส่วน แต่หากผ่านแนวต้านโซน1,963 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ให้ชะลอการขายออกไป และเมื่อราคาอ่อนตัวลงให้เข้าซื้อคืนบริเวณแนวรับ 1,911-1,897 ดอลลาร์ต่อออนซ

แนวรับ : 1,911 1,897 1,885 แนวต้าน : 1,946 1,963 1,981

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดปรับตัวลดลง 11.23 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำเริ่มปรับตัวลดลงในระหว่างการซื้อขายของตลาดยุโรป  หลังจากมาร์กิตเปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและบริการทั้งของยูโรโซน ฝรั่งเศส และเยอรมนีต่างก็ออกมาแย่เกินคาดทั้งสิ้น  สะท้อนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในยูโรโซนที่ชะลอตัวลง  ปัจจัยดังกล่าวกดดันยูโรให้ร่วงลงแรง  จนเป็นปัจจัยหนุนดอลลาร์ให้แข็งค่าซึ่งส่งผลเชิงลบต่อราคาทองคำ  นอกจากนี้  ดอลลาร์ยังได้รับแรงหนุนเพิ่มหลังจากมาร์กิตเปิดเผยว่า  ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐดีดตัวขึ้นเกินคาดสู่ระดับ 54.7 ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 18 เดือน  ส่วนยอดขายบ้านมือสองพุ่งขึ้นเกินคาดเช่นเดียวกัน  ส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์แข็งค่าขึ้น +0.49% ในวันศุกร์  ประกอบกับสินทรัพย์เสี่ยงทะยานขึ้น  เห็นได้จากดัชนีดาวโจนส์ที่ปิดเพิ่มขึ้น 190.60 จุด ส่วนดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันศุกร์  จึงเป็นปัจจัยกดดันทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  ส่งผลให้ราคาทองคำร่วงลงกว่า 30ดอลลาร์ต่อออนซ์จากราคาเปิดตลาด  สู่ระดับต่ำสุดในระหว่างวันบริเวณ 1,911.13 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนจะมีแรงซื้อ Buy the dip เข้ามาหนุนให้ราคาทองคำลดช่วงติดลบลง  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำไม่เปลี่ยนแปลง  สำหรับวันนี้ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

ราคาทองคำปรับตัวลงค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่าน ขณะที่การดีดตัวขึ้นค่อนข้างจำกัด แม้ว่าแรงขายจะลดลงแต่หากราคาทองคำไม่สามารถยืน 1,946 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ โดยนักลงทุนต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไรออกมาเพิ่ม ซึ่งอาจกดดันราคาทองคำให้ลงสู่แนวรับในระดับ 1,911-1,897 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้

กลยุทธ์การลงทุน :

ให้แบ่งทองคำออกขายเพื่อทำกำไรบางส่วน หรือ เปิดสถานะขายหากราคาทองคำดีดตัวขึ้นไม่สามารถยืนเหนือโซนแนวต้าน 1,946-1,963 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากผ่านได้ให้ชะลอการขายออกไป ตัดขาดทุนสถานะขายหากผ่าน 1,963 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ไม่มีทองคำในมือรอดูบริเวณ 1,911-1,897 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากสามารถยืนได้อย่างมั่นคงถือเป็นจุดซื้อเก็งกำไรระยะสั้นอีกครั้ง

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) TikTok จ่อยื่นฟ้องรัฐบาลทรัมป์กรณีสั่งแบนธุรกิจวันจันทร์ที่จะถึงนี้  สื่อต่างประเทศรายงานว่า ติ๊กต็อก (TikTok) แอปพลิเคชันวิดีโอสั้นยอดนิยมของจีน เตรียมที่จะยื่นฟ้องดำเนินคดีอย่างเร็วที่สุดในวันจันทร์ที่จะถึงนี้กับคำสั่งบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐที่ห้ามประชาชนและบริษัทสหรัฐใช้บริการหรือทำธุรกิจกับติ๊กต็อก และไบต์แดนซ์ (ByteDance) ซึ่งเป็นบริษัทแม่  แหล่งข่าวเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า การฟ้องร้องทางกฎหมายเกี่ยวข้องกับคำสั่งบริหารของปธน.ทรัมป์ที่ลงนามเมื่อวันที่ 6 ส.ค. เพื่อสั่งให้รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐแจกแจงรายการธุรกรรมที่เกี่ยวกับไบต์แดนซ์และบริษัทโฮลดิ้งส์ในเครือซึ่งจะถูกห้ามการดำเนินธุรกรรมใดๆ หลังจาก 45 วัน  แหล่งข่าวระบุว่า ติ๊กต็อกวางแผนที่จะโต้แย้งคำสั่งบริหารของปธน.ทัรมป์ฉบับวันที่ 6 ส.ค.ซึ่งอิงกับกฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ ซึ่งลิดรอนสิทธิของติ๊กต็อกในการได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรมทางด้านกฎหมาย  นอกจากนี้ ติ๊กต็อกจะโต้แย้งที่ทำเนียบขาวจัดประเภทธุรกิจของติ๊กต็อกว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติด้วย 
  • (+) “ทรัมป์”เผยอาจตัดขาด, ไม่ทำธุรกิจกับจีน  ในการสัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ Fox News  เมื่อวานนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ ได้แสดงความเป็นไปได้ในการแยกเศรษฐกิจสหรัฐจากจีน ซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้ารายใหญ่ของสหรัฐ  ปธน.ทรัมป์กล่าวในตอนแรกว่า “เราไม่จำเป็นต้อง” ทำธุรกิจกับจีน และต่อมากล่าวเกี่ยวกับการแยกเศรษฐกิจออกจากกัน “ครับ หากพวกเขาไม่ปฏิบัติต่อเราอย่างถูกต้อง ผมจะดำเนินการเช่นนั้นจริงๆ”  ปธน.ทรัมป์ทำสงครามการค้าที่มีความเสี่ยงสูงกับจีนก่อนบรรลุข้อตกลงการค้าระยะที่ 1 ในเดือนม.ค. นับจากนั้น เขาปิดโอกาสการเจรจาระยะที่ 2 โดยระบุว่า เขาไม่พอใจเกี่ยวกับการรับมือของจีนต่อการระบาดของโควิด-19
  • (-) ดอลล์แข็งเทียบสกุลเงินหลัก ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจแข็งแกร่ง  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (21 ส.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ปรับตัวขึ้น 0.48% แตะที่ 93.2489 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 105.81 เยน จากระดับ 105.77 เยน, แข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9122 ฟรังก์ จากระดับ 0.9084 ฟรังก์ และดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3189 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3178 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1787 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1850 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.3093 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3207 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.7160 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7191 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 190.60 จุด ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจแกร่ง  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (21 ส.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นแอปเปิล และการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 27,930.33 จุด เพิ่มขึ้น 190.60 จุด หรือ +0.69%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,397.16 จุด เพิ่มขึ้น 11.65 จุด หรือ +0.34% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,311.80 จุด เพิ่มขึ้น 46.85 จุด หรือ +0.42%
  • (-) สหรัฐเผยยอดติดเชื้อโควิดรายวันต่ำกว่า 50,000 ราย 7 วันติดต่อกัน  ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐ (CDC) รายงานว่า พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 46,754 รายในวันเสาร์ที่ 22 ส.ค. ซึ่งถือเป็นวันที่ 7 ติดต่อกันที่ยอดผู้ติดเชื้อรายวันต่ำกว่า 50,000 ราย และนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนก.ค.ที่ยอดผู้ติดเชื้อรายวันต่ำกว่า 50,000 รายต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์  สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นายโรเบิร์ต เรดฟิลด์ ผู้อำนวยการ CDC กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า “ผมมองว่าสถานการณ์ดีขึ้นตลอด 4สัปดาห์ที่ผ่านมา และหวังว่าจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง”  โครงการเฝ้าติดตามโรคโควิด (COVID Tracking Project) รายงานว่า การตรวจโควิดในสหรัฐเพิ่มขึ้น ขณะที่พบผู้ติดเชื้อลดลง ซึ่งบ่งชี้ว่าการแพร่ระบาดของโควิดทั่วประเทศอาจกำลังลดลง ขณะเดียวกัน จำนวนผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลก็ลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน
  • (-) สหรัฐเผยยอดขายบ้านมือสองพุ่งเป็นประวัติการณ์ในเดือนก.ค.  สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองพุ่งขึ้น 24.7% ในเดือนก.ค. ซึ่งเป็นการทะยานขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ที่มีการรวบรวมข้อมูลในปี 2511  เมื่อเทียบรายปี ยอดขายบ้านมือสองเพิ่มขึ้น 8.7% ในเดือนก.ค.
  • (-) “มาร์กิต”เผยดัชนี PMI ภาคผลิต-บริการสหรัฐพุ่งสูงสุดรอบ 18 เดือนในส.ค.  ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ดีดตัวสู่ระดับ 54.7 ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 18 เดือน จากระดับ 50.3 ในเดือนก.ค.