มีนาคม 6, 2021

วิเคราะห์ราคาทองคำ 24 พ.ย.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เน้นการซื้อขายเก็งกำไรระยะสั้น เปิดสถานะขายในบริเวณ 1,840-1,847 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากยืน 1,863 ดอลลาร์ต่อออนซ์) พิจารณาซื้อคืนเพื่อทำกำไรช่วงสั้นหากไม่หลุดแนวรับ 1,821-1,805 ดอลลาร์ต่อออนซ์  

แนวรับ : 1,821 1,805 1,789  แนวต้าน : 1,847 1,863 1,876

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดดิ่งลงถึง  34.46 ดอลลาร์ต่อออนซ์  แม้ระหว่างวันราคาทองคำจะพยายามทรงตัวรักษาระดับเหนือ 1,860 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างต่อเนื่อง  อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำดิ่งลงแรงในทันทีที่ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า  ดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้นของสหรัฐ “เพิ่มขึ้นเกินคาด” สู่ระดับ  56.7 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 74 เดือน   ส่วนดัชนี PMI ภาคบริการเบื้องต้น “เพิ่มขึ้นเกินคาดเช่นกัน”  สู่ระดับ  57.7 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 68 เดือน ปัจจัยดังกล่าวหนุนให้ดัชนีดอลลาร์ฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในระหว่างวันบริเวณ 92.016  สู่ระดับ 92.51 จนเป็นปัจจัยหลักที่กดดันราคาทองคำ  นอกจากนี้  ทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยยังได้รับแรงกดดันเพิ่ม  จากความคืบหน้าเชิงบวกเกี่ยวกับวัคซีนต้าน COVID-19  หลังจากแอสตร้าเซนเนก้าเปิดเผยวานนี้ว่า วัคซีนซึ่งทางบริษัทพัฒนาร่วมกับม.อ็อกซ์ฟอร์ด  “มีประสิทธิภาพ 90% ในการป้องกันไวรัส COVID-19”  แรงขายที่เกิดจากปัจจัยที่กล่าวมากดดันให้ราคาร่วงลงแรงจนหลุดแนวรับสำคัญ  ซึ่งกระตุ้นแรงขายทางเทคนิคทั้งSell stop และ Stop loss เพิ่มเติม  จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ราคาทองคำดิ่งลงถึง 46  ดอลลาร์ต่อออนซ์จากระดับสูงสุดในระหว่างวันบริเวณ 1,8761.16  ดอลลาร์ต่อออนซ์  สู่ระดับ 1,830.10 ดอลลาร์ต่อออนซ์ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดใรรอบ 4 เดือน หรือ นับตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค. ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองลดลง -7.00 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยดัชนีราคาบ้านโดย S&P/CS, ความเชื่อมั่นผู้บริโภคจาก CB และดัชนีภาคการผลิตจากเฟดริชมอนด์

จจัยทางเทคนิค :

ราคาทองคำวันนี้ยังไม่หยุดการสร้างระดับต่ำสุดใหม่จากวันก่อนหน้า แต่การอ่อนตัวลงค่อนข้างจำกัดแสดงถึงแรงเข้าซื้อในระยะสั้นเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ทำให้ประเมินแนวต้านระยะสั้นนั้นอยู่ในบริเวณ 1,840-1,847 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาไม่ผ่านราคายังคงมีโอกาสที่อ่อนตัวลงจะทดสอบแนวรับบริเวณ 1,821-1,805 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

เน้นการลงทุนระยะสั้นโดยเปิดสถานะขายหากราคาไม่สามารถผ่านโซน 1,840-1,847 ดอลลาร์ต่อออนซ์ พร้อมลดสถานะขายหากราคายืนเหนือ 1,863 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้อาจทยอยแบ่งซื้อคืนทำกำไรหากราคาทองคำไม่หลุดแนวรับ 1,821-1,805 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) นายกฯอังกฤษเตรียมยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ทั่วประเทศ 2 ธ.ค.  นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวในวันนี้ รัฐบาลจะประกาศยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ทั่วประเทศในวันที่ 2 ธ.ค. โดยจะกลับมาใช้ระบบควบคุมการแพร่ระบาดที่มีความเข้มงวดในหลายระดับสำหรับภูมิภาคที่มีความรุนแรงในการแพร่ระบาดแตกต่างกัน  นายจอห์นสันระบุว่า อังกฤษจะกลับมาใช้ระบบ tier สำหรับควบคุมการแพร่ระบาดในภูมิภาคต่างๆ โดยขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หลังจากมีการใช้คำสั่งล็อกดาวน์ทั่วประเทศเป็นรอบที่ 2 ตั้งแต่ต้นเดือนพ.ย.
  • (-) ยูโรอ่อนเทียบดอลล์ เหตุโควิดฉุดดัชนี PMI ยูโรโซนหดตัว  สกุลเงินยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (23 พ.ย.) หลังจากไอเอชเอส มาร์กิต รายงานว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและบริการเบื้องต้นของยูโรโซน หดตัวลงในเดือนพ.ย. อันเนื่องมาจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.13% สู่ระดับ 92.5138  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1840 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1857 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3323 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3278 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.7289 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7311 ดอลลาร์สหรัฐ  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 104.49 เยน จากระดับ 103.82 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9122 ฟรังก์ จากระดับ 0.9115 ฟรังก์ แต่เมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.3079 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3094 ดอลลาร์แคนาดา
  • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 327.79 จุด รับวัคซีนคืบหน้า,เยลเลนจ่อนั่งรมว.คลัง  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 300 จุดเมื่อคืนนี้ (23 พ.ย.) ขานรับความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ซึ่งรวมถึงวัคซีนที่พัฒนาโดยบริษัทแอสตร้าเซนเนก้าและมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากรายงานข่าวที่ว่า นายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ เตรียมเสนอชื่อนางเจเน็ต เยลเลน อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลังคนใหม่  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 29,591.27 จุด เพิ่มขึ้น 327.79 จุด หรือ +1.12% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,577.59 จุด เพิ่มขึ้น 20.05 จุด หรือ +0.56% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,880.63 จุด เพิ่มขึ้น 25.66 จุด หรือ +0.22%
  • (-) ดัชนี PMI รวมภาคผลิต-บริการสหรัฐพุ่งสูงสุดรอบกว่า 5 ปีในเดือนพ.ย.  ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ดีดตัวสู่ระดับ 57.9 ในเดือนพ.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 68 เดือน จากระดับ 56.3 ในเดือนต.ค.  ดัชนี PMI อยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่า ภาคธุรกิจของสหรัฐยังคงอยู่ในภาวะขยายตัว ทั้งภาคการผลิตและบริการ  นอกจากนี้ ดัชนี PMI ยังได้ปัจจัยหนุนจากการดีดตัวขึ้นของคำสั่งซื้อใหม่ ขณะที่การจ้างงานทะยานขึ้นเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ที่มีการรวบรวมข้อมูลในปี 2552 ส่วนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจพุ่งขึ้นจากความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19
  • (-) ทรัมป์เริ่มกระบวนการถ่ายโอนอำนาจประธานาธิบดีสหรัฐให้ไบเดนแล้ว  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ ได้มอบหมายให้นางเอมิลี เมอร์ฟีย์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานบริการทั่วไปของสหรัฐ (General Services Administration – GSA) เริ่มกระบวนการถ่ายโอนอำนาจให้กับคณะบริหารของนายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่แล้ว 
  • (+/-) “พาวเวล-มนูชิน”เตรียมแจงคองเกรสมาตรการเยียวยาผลกระทบโควิด  คณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาแถลงในวันนี้ว่า นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ จะเข้าทำการชี้แจงรายไตรมาสต่อทางคณะกรรมาธิการในวันที่ 1 ธ.ค. เกี่ยวกับการดำเนินการของเฟดและรัฐบาลสหรัฐในการเยียวยาประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19