ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 28, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 24 ก.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

แม้ว่าทิศทางราคาจะเป็นบวกแต่ราคาปรับขึ้นมาค่อนข้างมาก จึงเน้นซื้อขายทำกำไรระยะสั้น โดยเปิดสถานะซื้อหากราคาสามารถยืนเหนือ 1,878-1,869ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ให้ทยอยขายทำกำไรหากราคายังไม่ยืนเหนือโซน 1,900-1,911 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,878 1,869 1,853 แนวต้าน : 1,900 1,911 1,920

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดทะยานขึ้นอีก 15.60  ดอลลาร์ต่อออนซ์  หลังจากในระหว่างวันราคาทองคำทะบานขึ้นทำระดับสูงสุดของปีนี้ครั้งใหม่ที่ 1,898.35 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ท่ามกลางปัจจัยหนุน  อาทิ  (1.)การอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์แตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 2 ปี  โดยสกุลเงินดอลลาร์เผชิญแรงขายหลังจากจำนวนผู้ติดเชื้อCOVID-19 สะสมในสหรัฐทะลุ 4 ล้านคนจนก่อให้เกิดความวิตกว่าจะกระทบการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ  ซึ่งจะทำให้เป็นเรื่องยากที่เศรษฐกิจสหรัฐจะปรับตัวดีกว่าประเทศอื่นๆ  ประกอบกับตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานอยู่ที่ 1.416 ล้านรายในสัปดาห์ที่แล้ว “สูงกว่า” ที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ระดับ 1.3 ล้านรายจึงเป็นปัจจัยกดดันสกุลเงินดอลลาร์เพิ่มเติม  (2.) แรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  ทั้งจากความวิตกเกี่ยวกับการระบาดของ COVID-19 ทั่วโลกโดยเฉพาะสหรัฐ  รวมไปถึงความตึงเครียดระลอกใหม่ระหว่างจีนและสหรัฐ  หลังจากสหรัฐได้สั่งให้จีนปิดสถานกงสุลที่เมืองฮิวสตัน  ส่งผลให้จีนกำลังพิจารณามาตรการต่างๆเพื่อตอบโต้ต่อการตัดสินใจของสหรัฐ  ขณะที่วานนี้นายหู สีจิน บรรณาธิการหนังสือพิมพ์โกลบอลไทม์สของรัฐบาลจีน เปิดเผยผ่านทวิตเตอร์ว่า “จีนจะประกาศมาตรการตอบโต้สหรัฐในวันศุกร์นี้ตามเวลาปักกิ่ง”  ส่วนประธานาธิบดีทรัมป์ยังออกมาย้ำวานนี้ว่า  ข้อตกลงการค้าที่สหรัฐทำกับจีน “มีความหมายกับเขาน้อยลง” กว่าตอนที่เขาทำมันสะท้อนความสัมพันธ์ที่ตกต่ำระหว่าง 2 ประเทศ  ปัจจัยที่กล่าวมาล้วนแล้วแต่อยู่เบื้องหลังการทะยานขึ้นของราคาทองคำ  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่ม +2.04 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและการบริการ, ยอดขายบ้านใหม่  รวมไปถึงข่าวสารต่างๆอย่างใกล้ชิด

จจัยทางเทคนิค :

หลังจากช่วงที่ผ่านมาราคาปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากวันนี้ราคาทองคำยังไม่สามารถยืนเหนือโซนแนวต้าน1,898-1,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ (ระดับสูงสุดของปี 2020) อาจส่งผลให้แรงซื้อชะลอตัวลง สำหรับวันนี้ประเมินแนวรับระยะสั้นในโซน 1,878 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากยืนไม่อยู่จะมีแนวรับถัดไปในบริเวณ 1,869 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

การเข้าซื้อยังคงเน้นการทำกำไรระยะสั้น โดยเข้าซื้อเมื่อราคาปรับตัวลงมาในบริเวณแนวรับ 1,878-1,869ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากหลุด1,869 ดอลลาร์ต่อออนซ์)ขณะที่การแบ่งขายทำกำไรอาจพิจารณาในโซน 1,900-1,911 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) สื่อเผยสหรัฐเป็นประเทศที่มีอัตราการแพร่ระบาดของโควิด-19 สูงสุดในโลกสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สหรัฐเป็นประเทศที่มีอัตราการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สูงที่สุดในโลก โดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่มากกว่า 2,600 รายในแต่ละชั่วโมง ขณะที่สหรัฐมีผู้ติดเชื้อสะสมจำนวนมากกว่า 4 ล้านคน  ทั้งนี้ การแพร่ระบาดในสหรัฐได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่มีการพบผู้ติดเชื้อรายแรกในวันที่ 21 ม.ค. โดยหลังจากนั้นเพียง 98 วัน จำนวนผู้ติดเชื้อในสหรัฐก็พุ่งแตะระดับ 1 ล้านราย และใช้เวลา 43 วันแตะระดับ 2 ล้านราย และ 27 วันแตะ 3 ล้านราย และล่าสุดใช้เวลาเพียง 16 วันในการทำสถิติ 4 ล้านราย โดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 43 รายทุกๆ 1 นาที  นอกจากนี้ สหรัฐยังติดอันดับ 2 ของโลกในการมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 สูงที่สุดเมื่อเทียบจำนวนประชากร โดยอยู่ที่ระดับ 120 คนต่อประชากร 10,000 คน รองจากชิลี  ขณะเดียวกัน สหรัฐติดอันดับ 6 ของโลกในการมีผู้เสียชีวิตสูงสุดจากการติดเชื้อโควิด-19 เมื่อเทียบจำนวนประชากร โดยอยู่ที่ระดับ 4.4 คนต่อประชากร 10,000 คน รองจากสหราชอาณาจักร สเปน อิตาลี ชิลี และฝรั่งเศส โดยขณะนี้สหรัฐมีจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่า 143,000 ราย
  • (+) Conference Board เผยดัชนีชี้นำเศรษฐกิจดีดตัวในเดือนมิ.ย. Conference Board เปิดเผยว่า ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ Leading Economic Index (LEI) ดีดตัวขึ้น 2.0% สู่ระดับ 102.0 ในเดือนมิ.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 3.2% ในเดือนพ.ค. และร่วงลง 6.3% ในเดือนเม.ย.
  • (+) ดาวโจนส์ปิดร่วง 353.51 จุด จากแรงขายหุ้นเทคโนฯ,ข้อมูลแรงงานซบเซา ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (23 ก.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี รวมถึงหุ้นแอปเปิลและไมโครซอฟท์ซึ่งอยู่ใน 30 หลักทรัพย์ที่ใช้คำนวณดัชนีดาวโจนส์ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานที่สูงกว่าคาดในสหรัฐ และความกังวลที่ว่าความขัดแย้งทางการเมืองในสหรัฐอาจส่งผลกระทบต่อการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,652.33 จุด ลดลง 353.51 จุด หรือ -1.31% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,235.66 จุด ลดลง 40.36 จุด หรือ -1.23% ส่วนดัชนี Nasdaqปิดที่ 10,461.42 จุด ลดลง 244.71 จุด หรือ -2.29%
  • (+) สหรัฐเผยตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานสูงว่าคาดในสัปดาห์ที่แล้วกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกจำนวน 1.416 ล้านรายในสัปดาห์ที่แล้ว สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.3 ล้านราย
  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลัก วิตกโควิดกระทบเศรษฐกิจสหรัฐ ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (23 ก.ค.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงเทขายดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลที่วา เศรษฐกิจสหรัฐจะปรับตัวย่ำแย่กว่าประเทศอื่นในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.31% สู่ระดับ 94.6906 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 106.73 เยน จากระดับ 107.23 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9252 ฟรังก์ จากระดับ 0.9297 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3387 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3414 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ที่ระดับ 1.1608 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1569 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2743 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2739 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 0.7108 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7141 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (+) รัฐฟลอริดารายงานยอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์ในวันเดียว กระทรวงสาธารณสุขของรัฐฟลอริดาในสหรัฐระบุว่า รัฐฟลอริดารายงานการเพิ่มขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ของยอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เมื่อวานนี้ที่ 173 คน เมื่อเทียบรายวันฟลอริดารายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ 10,249 คน ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อสะสมปรับขึ้นสู่เกือบ 390,000 คน ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มสู่ 5,632 คนฟลอริดาเผชิญการระบาดมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของสหรัฐตามหลังรัฐแคลิฟอร์เนียและนิวยอร์ก