ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 28, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 23 มี.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

หากราคายังไม่ผ่านโซน 1,516-1,523 ดอลลาร์ต่อออนซ์ รอเสี่ยงเปิดสถานะซื้อในบริเวณ 1,455-1,451 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ต้องตัดขาดทุนหากหลุด 1,445 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อไปรอพิจารณาแนวรับถัดไป โดยเน้นการลงทุนระยะสั้น

แนวรับ : 1,451 1,433 1,416 แนวต้าน : 1,523 1,558 1,575

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น  15.48 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากการที่ธนาคารกลางทั่วโลกและรัฐบาลของประเทศต่างๆประสานมือกันออกมาตรการกระตุ้นทางการคลังและการเงินเพื่อรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของไวรัสโคโรนา  ประกอบกับสกุลเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงในระหว่างวัน  จึงหนุนให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดบริเวณ 1,516.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์  อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำลดช่วงบวกลงในท้ายที่สุด  เพราะความต้องการถือเงินสดยังคงแข็งแกร่ง  ขณะที่นักลงทุนกลับเข้าซื้อสกุลเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัยอีกครั้ง  ส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์ปิดบวกในวันศุกร์  พร้อมปิดตลาดในรายสัปดาห์ด้วยการแข็งค่าขึ้น +4.32% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นรายสัปดาห์มากสุดนับตั้งแต่ปี 2008  ประกอบกับ Dow Jones ปิดร่วงลง 913.21 จุด จากความกังวลว่าเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบเกินกว่าที่ประเมินไว้เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจชะงัก หลัง California, New York, New Jersey, Illinois, Connecticut ล่าสุด Ohio และ Louisiana ประกาศ lockdown เมืองเพื่อระงับการแพร่ระบาดของ Covid-19 ส่งผลให้เกิดแรงขายในตลาดทองคำบางส่วน  ด้านกองทุน SPDR ลดการถือครองทองคำลงในวันศุกร์ -14.04 ตัน  สำหรับวันนี้ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำไม่สามารถกลับขึ้นยืนเหนือ 1,516-1,523 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ทำให้มีแนวโน้มอ่อนตัวลงสู่บริเวณ 1,455-1,451 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ตามในโซน 1,523-1,558 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นกรอบของแนวต้านในทิศทางขาลง ต้องจับตาแรงขายทำกำไรที่อาจเพิ่มสูงขึ้น แต่หากยืนไม่อยู่ราคาอาจอ่อนตัวลงทดสอบกรอบแนวรับด้านล่างอีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

หากราคาไม่หลุด 1,455-1,451 ดอลลาร์ต่อออนซ์ลงมา อาจรอเปิดสถานะซื้อในโซนดังกล่าว เพื่อหวังขายทำกำไรหากราคาทองคำไม่สามารถกลับขึ้นยืนเหนือ 1,523-1,558 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ตามการลงทุนควรเป็นในลักษณะเก็งกำไรระยะสั้น หากหลุด 1,445 ดอลลาร์ต่อออนซ์แนะนำตัดขาดทุน  และควรคำนึงถึงความผันผวนของราคาเพื่อประกอบการตัดสินใจ

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) เฟดประกาศขยายการซื้อหลักทรัพย์ในโครงการ QE ให้รวมพันธบัตรเทศบาล  ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แถลงในวันนี้ว่า เฟดจะขยายการซื้อหลักทรัพย์ในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ให้รวมถึงพันธบัตรเทศบาลระยะสั้น  ก่อนหน้านี้ เฟดดำเนินโครงการ QE ด้วยการซื้อเพียงพันธบัตรรัฐบาล และตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันการจำนอง (MBS) ในความพยายามที่จะเสริมสภาพคล่องในตลาด และสร้างเสถียรภาพแก่ตลาดสินเชื่อ   อย่างไรก็ดี ภาวะปั่นป่วนในตลาดตราสารหนี้ของรัฐบาลประจำมลรัฐ และรัฐบาลท้องถิ่น ได้ทำให้เฟดต้องดำเนินการเพิ่มเติมในวันนี้เพื่อลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยตลาดพันธบัตรเทศบาลได้ทรุดตัวลง ขณะที่นักลงทุนไม่ต้องการเข้าซื้อ ท่ามกลางภาวะไม่แน่นอนในปัจจุบัน
  • (-) ดอลล์แข็งเทียบสกุลเงินหลัก เหตุนลท.แห่ถือดอลล์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (20 มี.ค.) เนื่องจากนักลงทุนแห่ถือเงินสด และเข้าซื้อดอลลาร์ซึ่งถือเป็นสกุลเงินปลอดภัย ท่ามกลางวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งวัดค่าดอลลาร์เมื่อเทียบกับ 6 สกุลเงินสำคัญ ปรับตัวขึ้น 0.08% สู่ระดับ 102.8293 และในรอบสัปดาห์นี้ ดอลาร์แข็งค่าขึ้น 4.32% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินปี 2551  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 111.17 เยน จากระดับ 110.63 เยน และดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9891 ฟรังก์ จากระดับ 0.9864 ฟรังก์ แต่ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.4429 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.4514 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรอ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.0654 ดอลลาร์ จากระดับ 1.0672 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าสู่ระดับ 1.1569 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1525 ดอลลาร์
  • (-) ดาวโจนส์ปิดร่วง 913.21 จุด หลังรัฐแคลิฟอร์เนีย-นิวยอร์กประกาศให้ปชช.อยู่แต่ในบ้าน  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 4% เมื่อคืนนี้ (20 มี.ค.) และร่วงลงในสัปดาห์นี้รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนต.ค. 2551 เนื่องจากนักลงทุนยังคงเทขายหุ้นออกมา ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 หลังจากที่รัฐแคลิฟอร์เนีย และรัฐนิวยอร์กของสหรัฐประกาศให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 19,173.98 จุด ร่วงลง 913.21 จุด หรือ -4.55%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,304.92 จุด ลดลง 104.47 จุด หรือ -4.34% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 6,879.52 จุด ลดลง 271.06 จุด หรือ -3.79%  ในรอบสัปดาห์นี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ดิ่งลง 17.3%, ดัชนี S&P500 ร่วง 14.98% และดัชนี Nasdaq ร่วงลง 12.64%
  • (+/-) บอร์ด กนง.ประชุมนัดพิเศษลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มีผล 23 มี.ค.เพื่อลดผลกระทบโควิด-19   คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีการประชุมนัดพิเศษในวันนี้เพื่อประเมินผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของ ไวรัสโควิด-19 ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและกลไกการทำงานของตลาดการเงินของประเทศ คณะกรรมการฯ เห็นว่าการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในระยะข้างหน้ารุนแรงกว่าที่คาดไว้เดิมรวมทั้งจะใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าที่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย  นอกจากนี้ การระบาดที่เกิดขึ้นได้สร้างความกังวลให้กับตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลก ซึ่งที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและกลไกการทำงานของตลาดการเงินไทย แม้ว่าระบบการเงินไทยโดยรวมยังมีเสถียรภาพ  คณะกรรมการฯ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.00 เป็นร้อยละ 0.75 ต่อปี โดยให้มีผลในวันที่ 23 มีนาคม 2563 เพื่อลดภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ บรรเทาปัญหาสภาพคล่องในตลาดการเงิน และลดผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งจะช่วยสนับสนุนมาตรการการคลังของรัฐบาลที่ได้ออกมาแล้วและจะออกมาเพิ่มเติม