พฤษภาคม 15, 2021

วิเคราะห์ราคาทองคำ 23 พ.ย.63(ภาคเช้า) by HGF

Spread the love


โดย  : 
บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด(HGF)

ราคาทองคำปรับลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2

สัปดาห์นี้ติดตามการเปิดเผยรายงานการประชุม FOMC แนวโน้มราคาทองคำคาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,860-1,890ดอลลาร์

  • สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาทองคำ Spotปรับลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2เนื่องจากความคืบหน้าของการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ของไฟเซอร์ซึ่งแถลงว่าผลการทดลองในขั้นสุดท้ายวัคซีนมีประสิทธิภาพ 95% ในการป้องกันไวรัสโควิด-19 ส่วน Oxford  แถลงวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 สามารถสร้างภูมิต้านทานสำหรับอาสาสมัครที่เป็นผู้สูงอายุได้ นอกจากนี้รัฐมนตรีคลังสหรัฐเปิดเผยว่าจะไม่มีการต่ออายุโครงการเงินกู้เพื่อเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 วงเงิน 4.55 แสนล้านดอลลาร์ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะหมดอายุลงในวันที่ 31 ธ.ค. 2563ทางด้านกองทุน SPDRGold Trust ขายทองคำต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2 โดยขายทองคำ 14.15 ตัน
  • ประเด็นที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่  การเจรจาระหว่างพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันเกี่ยวกับมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจจากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19ความคืบหน้าของการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19การเปิดเผยรายงานการประชุม FOMC และจีดีพีสหรัฐไตรมาส 3
  • แนวโน้มราคาทองคำคาดปรับขึ้น โดยคาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,860-1,890ดอลลาร์  โดยทองคำมีแนวรับที่1,860ดอลลาร์และมีแนวรับสำคัญที่1,848-1,850ดอลลาร์ ถ้าหลุดแนวรับดังกล่าวต้องระวังว่าจะมีแรงเทขายออกมา ซึ่งจะมีแนวรับถัดไปที่ 1,837 ดอลลาร์ขณะที่มีแนวต้านที่ 1,875 ดอลลาร์ และแนวต้านถัดไปที่ 1,890 ดอลลาร์

ราคาทองตลาดโลก

Closechg.SupportResistance
1,866.00+6.091,860/1,8501,875/1,890

ราคาทองแท่ง 96.5%

Closechg.SupportResistance
26,850+5026,650/26,55026,850/27,050

โกลด์ฟิวเจอร์ส

ClosechgSupportResistance
26,960+2026,800/26,68027,000/27,190

แนะนำเปิดสถานะซื้อเก็งกำไรที่ราคาทองคำ Spot 1,860 ดอลลาร์ (GF 26,800 บาท) โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,850 ดอลลาร์ (GF 26,680 บาท)

การลงทุนในทองแท่งแนะนำทยอยซื้อสะสมที่ราคาทองคำ Spot 1,850 ดอลลาร์

โกลด์ออนไลน์ฟิวเจอร์

ClosechgSupportResistance
1,876.50+6.901,863/1,8531,878/1,893

แนะนำเปิดสถานะซื้อเก็งกำไรที่ราคาGOZ201,863 ดอลลาร์ โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,853 ดอลลาร์

เงินบาท

ทิศทางเงินบาทในวันนี้คาดแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยหลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาธปท.ออกมาตรการดูแลเงินบาท ได้แก่ ปรับเกณฑ์ FCD คลายเกณฑ์ลงทุนหลักทรัพย์ต่างประเทศของนักลงทุนไทย และกำหนดลงทะเบียนแสดงตัวตนซื้อ-ขายตราสารหนี้ซึ่งตลาดมองว่าไม่ได้ออกมาตรการคุมเข้มแต่อย่างใดที่ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงส่วนปัจจัยการเมืองในประเทศยังเป็นปัจจัยกดดันต่อเงินบาทซึ่ง USD Futures เดือนธ.ค.63 คาดจะมีแนวรับที่ 30.25 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้านที่30.45 บาท/ดอลลาร์

News

ตลาดการเงินต่างประเทศ:ดอลล์แข็งค่าเล็กน้อยเหตุนลท.ซื้อสกุลเงินปลอดภัย

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (20 พ.ย.) ขณะที่นักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัยเนื่องจากวิตกเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากยอดติดเชื้อโควิด-19 ที่พุ่งขึ้นทั่วโลกดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงินเพิ่มขึ้น  0.10% สู่ระดับ 92.3926 เมื่อคืนนี้

ตลาดโลหะมีค่าต่างประเทศ:ทองปิดบวก $10.9 รับข่าวสหรัฐเริ่มเจรจาเยียวยาเศรษฐกิจ

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (20 พ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อทองหลังขานรับแนวโน้มที่สหรัฐจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับใหม่สัญญาทองคำตลาดCOMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 10.9 ดอลลาร์หรือ 0.59% ปิดที่ 1,872.4  ดอลลาร์/ออนซ์แต่สัญญาทองลดลง 0.7% ในรอบสัปดาห์นี้ สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 31.5 เซนต์หรือ 1.31% ปิดที่ 24.363 ดอลลาร์/ออนซ์

ตลาดน้ำมันดิบต่างประเทศ:น้ำมันWTI ปิดบวก 41 เซนต์ขานรับแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐลด

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (20 พ.ย.) โดยได้แรงหนุนจากการที่แท่นขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐลดลงในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาสัญญาน้ำมันดิบWTI ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 41 เซนต์หรือ 1% ปิดที่ 42.15 ดอลลาร์/บาร์เรลสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 76 เซนต์หรือ 1.7% ปิดที่ 44.96 ดอลลาร์/บาร์เรล

ตลาดหุ้นต่างประเทศ: ดาวโจนส์ปิดลบ 219.75 จุดวิตกยอดโควิดพุ่ง-ล็อกดาวน์ฉุดเศรษฐกิจ

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (20 พ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนขายหุ้นออกมาท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในสหรัฐ, การล็อกดาวน์เพื่อควบคุมโรคระบาด, ระยะเวลาที่ยาวนานในการผลิตและแจกจ่ายวัคซีนป้องกันโรคโควิดและความคืบหน้าของการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 29,263.48 จุดลดลง 219.75 จุดหรือ -0.75%, ดัชนีS&P500 ปิดที่ 3,557.54 จุดลดลง 24.33 จุดหรือ -0.68% และดัชนีNasdaq ปิดที่ 11,854.97 จุดลดลง 49.74 จุดหรือ -0.42% ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีดาวโจนส์และดัชนีS&P500 ปรับตัวลง 0.7% และ 0.8% ตามลำดับขณะที่ดัชนีNasdaq สวนทางปรับตัวขึ้น 0.2%

ขุนคลังสหรัฐทวงเงินคืนจากเฟดเมินต่ออายุโครงการปล่อยกู้ช่วยโควิด
                นายสตีเวนมนูชินรัฐมนตรีคลังสหรัฐเปิดเผยว่าโครงการเงินกู้เพื่อเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 วงเงิน 4.55 แสนล้านดอลลาร์ซึ่งริเริ่มโดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) นั้นจะหมดอายุลงในวันที่ 31 ธ.ค.นี้และจะไม่มีการต่ออายุโครงการดังกล่าวนายมนูชินได้ส่งจดหมายถึงนายเจอโรมพาวเวลประธานเฟดโดยระบุว่าเม็ดเงิน 4.55 แสนล้านดอลลาร์ที่จัดสรรให้กับกระทรวงการคลังภายใต้มาตรการCARES Act เมื่อช่วงฤดูใบไม้ผลินั้นเงินส่วนใหญ่ดังกล่าวได้ถูกจัดสรรให้กับเฟดเพื่อใช้ในโครงการปล่อยกู้ให้กับภาคธุรกิจองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรและรัฐบาลท้องถิ่นโดยเฟดควรคืนเงินที่ไม่ได้ใช้ให้กับสภาคองเกรสเพื่อนำไปใช้ในด้านอื่นๆต่อไปถ้อยแถลงดังกล่าวของนายมนูชินนับว่าอยู่เหนือความคาดหมายของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดโดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่เฟดได้เรียกร้องให้มีการขยายโครงการปล่อยกู้ดังกล่าวนอกจากนี้ถ้อยแถลงนี้อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงความยุ่งยากที่คณะบริหารของนายโจไบเดนว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่จะต้องเผชิญในอนาคตเนื่องจากเฟดมองว่าโครงการเงินกู้นี้มีความสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดการเงินและนักลงทุน
 
บริษัทสหรัฐส่วนใหญ่เชื่อมั่นการทำธุรกิจในจีนดีขึ้นหลังไบเดนชนะเลือกตั้ง
                หอการค้าอเมริกันในเซี่ยงไฮ้ (AmCham Shanghai) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นบริษัทสหรัฐในจีนโดยระบุว่าแนวโน้มการทำธุรกิจของสหรัฐในจีนกำลังปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นผลสำรวจระบุว่าผู้บริหาร 54.8% จากทั้งหมด 124 คนคาดว่าพวกเขาจะได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มการทำธุรกิจในจีนเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นในรัฐบาลของนายโจไบเดนขณะที่ 8.1% เชื่อมั่นว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกว่าในรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์เป็นอย่างมากขณะที่มีผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 2 รายเท่านั้นที่มองว่าการชนะเลือกตั้งของนายไบเดนจะส่งผลให้การทำธุรกิจในจีนแย่ลงกว่าเดิม
                    
"กิลเลียด" ออกโรงยันยาremdesivirได้ไฟเขียวใช้รักษาโควิดในราว 50 ประเทศ
บริษัทกิลเลียดไซแอนเซส (Gilead Sciences) ผู้ผลิตยารายใหญ่ของสหรัฐได้ออกแถลงการณ์เพื่อแสดงความผิดหวังที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกคำแนะนำไม่ให้แพทย์ใช้ยาremdesivirของบริษัทในการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19   "ยาremdesivirได้รับการยอมรับจากหลายองค์กรที่น่าเชื่อถือซึ่งรวมถึงสถาบันสาธารณสุขและโรคติดเชื้อของสหรัฐญี่ปุ่นอังกฤษและเยอรมนีว่าเป็นยาที่มีมาตรฐานในการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล" นายคริสริดลีย์โฆษกของกิลเลียดระบุในแถลงการณ์ที่ผ่านมานั้นยาremdesivirได้รับความสนใจจากทั่วโลกว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 นอกจากนี้ยาremdesivirยังเป็นหนึ่งในยาที่ใช้รักษาประธาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์จนหายจากอาการป่วยด้วยโรคโควิด-19 เมื่อเดือนที่แล้วขณะที่นายแพทย์แอนโทนีฟอซีนายแพทย์ใหญ่ประจำทำเนียบขาวก็ยังยอมรับว่ายาremdesivirเป็นมาตรฐานใหม่ที่ใช้ในการบำบัดรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19

%d bloggers like this: