ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 25, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 22 พ.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

แรงขายเริ่มลดลงทำให้มีลุ้นที่ราคาอาจขึ้นไปทดสอบแนวต้านโซน 1,737-1,741 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคายืนไม่ได้อาจเกิดแรงขายทำกำไรระยะสั้นออกมา เมื่อราคาทองคำอ่อนตัวลงจะมีแนวรับบริเวณ 1,720-1,716 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,716 1,700 1,690 แนวต้าน : 1,741 1,754 1,765

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดดิ่งลง 21.68 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงกดดันจากแรงขายทำกำไร  ประกอบกับดอลลาร์แข็งค่าขึ้นขานรับการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจหลายรายการที่ออกมาดีเกินคาด  อาทิ  ยอดขายบ้านมือสองที่ลดลงน้อยกว่าคาด, ดัชนี PMI รวมภาคการผลิต และภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐจากมาร์กิต ที่ฟื้นตัวแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือน  และดัชนีชี้นำเศรษฐกิจจาก CB ที่ดิ่งลงน้อยกว่าคาด  แม้ว่าจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานจะสูงกว่าคาด 2.44 ล้านรายในสัปดาห์ที่แล้ว  แต่ก็ชะลอตัวลงเป็นสัปดาห์ที่ 7 ติดต่อกัน  สถานการณ์ดังกล่าวกดดันให้ราคาทองคำดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในระหว่างวันบริเวณ 1,715.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ก่อนที่ราคาจะฟื้นตัวขึ้นจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีนรอบใหม่  หลังจีนเตรียมออกกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติต่อฮ่องกงฉบับใหม่เพื่อรับมือการประท้วงสนับสนุนประชาธิปไตยในฮ่องกง  ส่งผลให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ขู่จะตอบโต้อย่าง “แข็งกร้าว” ต่อความพยายามมากขึ้นของจีนในการควบคุมฮ่องกง  ด้านวุฒิสมาชิกสหรัฐสังกัดพรรครีพับลิกันและเดโมแครตตบเท้าร่วมด้วย  เตรียมออกร่างกฎหมายคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่จีน ฐานละเมิดอิสรภาพของฮ่องกง รวมถึงคว่ำบาตรธนาคารที่ทำธุรกิจกับองค์กรที่ละเมิดกฎหมายที่รับประกันการปกครองตนเองของฮ่องกงอีกด้วย  ความวิตกว่าความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศจะยิ่งเลวร้ายลงจนลุกลามเป็นสงครามการค้ารอบใหม่กดดันตลาดหุ้นสหรัฐให้ดิ่งลงจนกระตุ้นแรงซื้อทองคำในช่วงปลายตลาด  สำหรับวันนี้ไม่มีกำหนดการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำสามารถสร้างฐานเหนือแนวรับ 1,720-1,716 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ มีโอกาสดีดตัวกลับขึ้นไปทดสอบแนวต้าน 1,737-1,741 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากไม่ผ่าน  ราคาอาจอ่อนตัวลงอีกครั้ง โดยหากราคาหลุดแนวรับแรกมีโอกาสปรับตัวลงไปหาแนวรับถัดไปที่ 1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

เสี่ยงเปิดสถานะซื้อเก็งกำไรระยะสั้น โดยแนะนำให้นักลงทุนรอจังหวะเข้าซื้อ หากราคาย่อตัวลงมาและไม่หลุดแนวรับ 1,720-1,716 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากหลุด 1,716 ดอลลาร์ต่อออนซ์) และขายให้ทยอยทำกำไรหากราคาดีดตัวขึ้นไปทดสอบบริเวณแนวต้าน 1,737-1,741 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ สามารถกลับมาเปิดสถานะขายหากราคาดีดตัวขึ้นไม่ผ่านแนวต้าน

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) วุฒิสมาชิกสหรัฐเตรียมออกร่างกม.คว่ำบาตรจีนประเด็นฮ่องกง  เมื่อวานนี้วุฒิสมาชิกสหรัฐสังกัดพรรครีพับลิกันและเดโมแครตระบุว่า พวกเขาจะออกร่างกฎหมายเพื่อคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่จีนฐานละเมิดอิสรภาพของฮ่องกง หลังจีนดำเนินการเพื่อบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติใหม่ต่อฮ่องกง  นอกจากนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งจะเสนอโดยนายแพท ทูมีย์ วุฒิสมาชิกสังกัดพรรครีพับลิกันและนายคริส ฟาน ฮอลเลน วุฒิสมาชิกสังกัดพรรคเดโมแครต จะออกมาตรการคว่ำบาตรฉบับรองต่อธนาคารที่ทำธุรกิจกับองค์กรที่พบว่าละเมิดกฎหมายที่รับประกันการปกครองตนเองของฮ่องกงด้วยเช่นกัน
  • (+) จีนเตรียมออกกฎหมายความมั่นคงฮ่องกงขณะ”ทรัมป์”เตือนตอบโต้แข็งกร้าว  เมื่อวานนี้เจ้าหน้าที่จีนระบุว่า จีนเตรียมออกกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่สำหรับฮ่องกง หลังการประท้วงสนับสนุนประชาธิปไตยเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เกิดคำเตือนจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐว่า สหรัฐจะตอบโต้อย่าง “แข็งกร้าวอย่างยิ่ง” ต่อความพยายามในการควบคุมฮ่องกงมากขึ้น  กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเตือนจีนเช่นกัน โดยระบุว่า การปกครองตนเองและการเคารพต่อสิทธิมนุษยชนคือปัจจัยสำคัญในการรักษาสถานะพิเศษของฮ่องกงในกฎหมายสหรัฐ ซึ่งช่วยรักษาสถานะฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางการเงินโลก  การดำเนินการของจีนอาจจุดชนวนการประท้วงระลอกใหม่ในฮ่องกง ซึ่งได้รับเสรีภาพอย่างมากที่ไม่อนุญาตในจีนแผ่นดินใหญ่ หลังจากที่การประท้วงที่บ่อยครั้งบานปลายเป็นความรุนแรงในปี 2019 กดดันให้ฮ่องกงเผชิญภาวะยุ่งเหยิงรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่กลับคืนสู่การปกครองของจีนในปี 1997
  • (+) ดาวโจนส์ปิดลบ 101.78 จุด วิตกสถานการณ์จีน-สหรัฐตึงเครียด  ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบเมื่อคืนนี้ (21 พ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลว่าความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีนอาจจะนำไปสู่การทำสงครามการค้ารอบใหม่ หลังจากวุฒิสภาสหรัฐผ่านร่างกฎหมายซึ่งอาจทำให้บริษัทสัญชาติจีนที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐถูกถอดออกจากตลาด นอกจากนี้ บรรยากาศการซื้อขายยังได้รับแรงกดดันจากข้อมูลเศษฐกิจที่ซบเซาของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานที่สูงกว่า 2.4 ล้านรายในสัปดาห์ที่ผ่านมา  ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 24,474.12 จุด ลดลง 101.78 จุด หรือ -0.41% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 9,284.88 จุด ลดลง 90.90 จุด หรือ -0.97% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,948.51 จุด ลดลง 23.10 จุด หรือ -0.78%
  • (+) สหรัฐเผยตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานสูงกว่าคาดจากพิษโควิด  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกจำนวน 2.44 ล้านรายในสัปดาห์ที่แล้ว โดยตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 2.40 ล้านราย
  • (+) เฟดฟิลาเดลเฟียเผยดัชนีภาวะธุรกิจมิด-แอตแลนติกต่ำกว่าคาดในเดือนพ.ค.  ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาฟิลาเดลเฟีย เปิดเผยดัชนีภาวะธุรกิจในภูมิภาคมิด-แอตแลนติก ดีดตัวขึ้นสู่ระดับ -43.1 ในเดือนพ.ค. แต่ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ -40 หลังจากทรุดตัวลงแตะ -56.6 ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.2523 โดยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
  • (-) Conference Board เผยดัชนีชี้นำเศรษฐกิจร่วงลง 4.4% ในเดือนเม.ย.  Conference Board เปิดเผยว่า ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ Leading Economic Index (LEI) ร่วงลง 4.4% แตะระดับ 98.8 ในเดือนเม.ย. หลังจากดิ่งลง 6.7% ในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นการทรุดตัวลงหนักที่สุดในรอบ 60 ปีที่มีการรายงานตัวเลขดังกล่าว  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าดัชนี LEI จะดิ่งลง 5.0% ในเดือนเม.ย.
  • (-) “มาร์กิต”เผยดัชนี PMI ภาคผลิต-บริการสหรัฐดีดตัวทำนิวไฮ 2 เดือนในพ.ค.  ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิต และภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ดีดตัวสู่ระดับ 36.4 ในเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือน จากระดับ 27.0 ในเดือนเม.ย.
  • (-) สหรัฐเผยยอดขายบ้านมือสองต่ำสุดรอบ 9 ปีจากผลกระทบโควิด  สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองลดลง 17.8% สู่ระดับ 4.33 ล้านยูนิตในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.2554 
  • (-) ดอลล์แข็งเทียบสกุลเงินหลัก ขานรับ PMI สหรัฐฟื้นตัว  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (21 พ.ค.) ขานรับรายงานของไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งระบุว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิต และภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ดีดตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือน  ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 107.58 เยน จากระดับ 107.48 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9701 ฟรังก์ จากระดับ 0.9647 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3947 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3891 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.0955 ดอลลาร์ จากระดับ 1.0984 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2235 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2230 ดอลลาร์