จันทร์. พ.ย. 18th, 2019

วิเคราะห์ราคาทองคำ 22 ต.ค.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

ราคาทองคำอ่อนตัวลงจะมีแนวรับบริเวณ 1,477-1,474 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากยืนได้ยังมีลุ้นที่ราคาอาจไปทดสอบแนวต้านโซนที่ 1,491-1,495 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคายืนไม่ได้อาจเกิดแรงขายทำกำไรระยะสั้นออกมาอีกครั้ง

แนวรับ : 1,474 1,464 1,450  แนวต้าน : 1,495 1,506 1,519

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง 6.01 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำได้รับแรงกดดันจากการทัศนะเชิงบวกเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ  หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาส่งสัญญาณว่า มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐและจีนจะบรรลุข้อตกลงในการยุติการทำสงครามการค้า และการเจรจาการค้ามีความคืบหน้าอย่างมาก  ด้านนายแลร์รี คัดโลว์ ที่ปรึกษาทำเนียบขาว กล่าววานนี้ว่า อัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐเตรียมจะเรียกเก็บต่อสินค้าจีนในเดือนธันวาคมอาจจะถูกยกเลิก  หากการเจรจาการค้ายังคงดำเนินต่อไปได้ดี  สถานการณ์ดังกล่าวหนุนความต้องการเสี่ยง  ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวก 57.44 จุด  ส่วนดัชนี S&P500 ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันทองคำที่อยู่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  ขณะที่สกุลเงินดอลลาร์ชะลอการอ่อนค่าลงจึงเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำเพิ่มเติม  ทางด้าน Brexit  ความคืบหน้าล่าสุด  คือ  วานนี้นายจอห์น เบอร์คาว ประธานสภาสามัญชน “ปฏิเสธ” ที่จะอนุญาตให้มีการลงมติเกี่ยวกับข้อตกลง Brexit ของนายบอริส จอห์นสัน  ส่วนสหภาพยุโรป (EU) ก็ยังไม่ได้ตอบรับต่อข้อเสนอของอังกฤษเกี่ยวกับการขยายเส้นตาย Brexit  จึงยังต้องติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิด  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยยอดขายบ้านมือสอง  และดัชนีภาคการผลิตจากเฟดสาขาริชมอนด์

จจัยทางเทคนิค :

ราคาอ่อนตัวลงขณะที่การดีดตัวกลับค่อนข้างจำกัด หากราคาอ่อนตัวลงต่อแต่สามารถสร้างฐานเหนือแนวรับ 1,477-1,474 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ จะมีโอกาสดีดตัวกลับขึ้นไปทดสอบแนวต้าน 1,491-1,495 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาทองคำหลุดแนวรับดังกล่าว มีโอกาสปรับตัวลงไปหาแนวรับถัดไปที่ 1,464 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

หากรับความเสี่ยงได้  อาจเข้าซื้อเมื่อราคาทองคำย่อตัวลงมาบริเวณ 1,477-1,474 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากหลุดแนวรับ 1,464 ดอลลาร์ต่อออนซ์) แนะนำให้แบ่งขายทองคำออกขายเพื่อทำกำไร หากราคาทองคำขยับขึ้นไม่ผ่านแนวต้าน 1,491-1,495 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไม่ได้ โดยไม่ควรลงทุนมากเกินไป

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) เงินปอนด์แข็งเทียบดอลล์ รับความหวังอังกฤษเลี่ยงภาวะ “no-deal Brexit”  เงินปอนด์ดีดตัวขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (21 ต.ค.) โดยได้ปัจจัยหนุนจากมุมมองบวกที่ว่า อังกฤษจะสามารถหลีกเลี่ยงการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (EU) แบบไม่มีข้อตกลง (no-deal Brexit)   เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.2966 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2945 ดอลลาร์ ขณะที่ยูโรอ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.1146 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1160 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.6864 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6853 ดอลลาร์สหรัฐ  ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 108.59 เยน จากระดับ 108.45 เยน และแข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9855 ฟรังก์ จากระดับ 0.9854 ฟรังก์ อย่างไรก็ดี ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3084 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3120 ดอลลาร์แคนาดา
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 57.44 จุด รับความหวังสหรัฐ-จีนบรรลุข้อตกลงเพื่อสงบศึกการค้า  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (21 ต.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขานรับมุมมองบวกที่ว่า สหรัฐและจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามการค้า โดยปัจจัยบวกดังกล่าวช่วยหนุนแรงซื้อหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและผู้ผลิตชิป เนื่องจากบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งในกลุ่มนี้มีการลงทุนจำนวนมากในประเทศจีน  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,827.64 จุด เพิ่มขึ้น 57.44 จุด หรือ +0.21% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,006.72 จุด เพิ่มขึ้น 20.52 จุด หรือ +0.69% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,162.99 จุด เพิ่มขึ้น 73.44 จุด หรือ +0.91%
  • (-) นักวิเคราะห์คาดวอลล์สตรีทพุ่งทำนิวไฮสัปดาห์นี้ จากอานิสงส์ผลประกอบการแกร่ง  นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทจะพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในสัปดาห์นี้ โดยได้แรงหนุนจากการประกาศผลประกอบการในไตรมาส 3 ที่แข็งแกร่ง บริษัทมากกว่า 14% ในดัชนี S&P 500 ได้รายงานผลประกอบการในสัปดาห์ที่แล้ว โดยจำนวน 81% ได้รายงานตัวเลขกำไรที่ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ บริษัทราว 120 แห่ง หรือราว 24% ในดัชนี S&P 500 จะรายงานผลประกอบการในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงบริษัทโบอิ้ง, แคทเธอร์ พิลลาร์, อเมซอน และอินเทล ขณะนี้ ดัชนี S&P 500 อยู่ต่ำกว่าระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เพียง 1% โดยได้ปัจจัยบวกจากการเปิดเผยผลประกอบการ, มุมมองในเชิงบวกต่อการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน รวมทั้งความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit)  “ขณะนี้ เรามีองค์ประกอบทั้งหมดที่จะผลักดันให้ดัชนีพุ่งทำนิวไฮ โดยเรามีตัวเลขเศรษฐกิจที่สดใสทั้งในด้านมหภาคและจุลภาค” นายอาร์ท โฮแกน หัวหน้านักวิเคราะห์ของเนชั่นแนล ซิเคียวริตีส์ กล่าว
  • (+/-) นายกฯอังกฤษคว้าน้ำเหลว หลังปธ.สภาฯเมินบรรจุวาระลงมติข้อตกลง Brexit วันนี้  นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ประสบความล้มเหลวในความพยายามผลักดันให้รัฐสภาลงมติในวันนี้ต่อข้อตกลงการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ที่เขาทำไว้กับผู้นำสหภาพยุโรป (EU) ในสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่เหลือเวลาอีกเพียง 10 วันก่อนที่อังกฤษจะแยกตัวจาก EU ในวันที่ 31 ต.ค. ทั้งนี้ นายจอห์น เบอร์คาว ประธานสภาสามัญชน หรือสภาล่างของอังกฤษ ปฏิเสธข้อเสนอของรัฐบาลในการบรรจุวาระการลงมติต่อข้อตกลง Brexit ในวันนี้ โดยนายเบอร์คาวระบุว่า รัฐสภามีข้อห้ามในการพิจารณาญัตติที่มีการเสนอเป็นครั้งที่ 2 ภายในสมัยประชุมสภาเดียวกัน ซึ่งญัตติที่รัฐบาลยื่นในวันนี้มีเนื้อหาเช่นเดียวกับญัตติที่มีการพิจารณาในวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งหากสภาจะทำการลงมติต่อญัตติของรัฐบาลในวันนี้ ก็จะเป็นการซ้ำซ้อนกับญัตติในวันเสาร์  การที่สภาล่างของอังกฤษปฏิเสธการลงมติต่อข้อตกลง Brexit ในวันนี้ ส่งผลให้รัฐบาลอังกฤษหันมาใช้แผน 2 โดยจะให้สภาให้การรับรองร่างกฎหมายที่มีความจำเป็นต่อการดำเนินการด้าน Brexit โดยรัฐบาลจะเปิดเผยร่างกฎหมายดังกล่าวภายในวันนี้ และหวังว่ารัฐสภาจะให้การอนุมัติก่อนเส้นตายที่อังกฤษจะแยกตัวออกจาก EU ในวันที่ 31 ต.ค.