ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 22, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 21 เม.ย.63 (ภาคบ่าย) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,663 1,642 1,620

แนวต้าน : 1,703 1,720 1,747

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป  สำนักข่าว CNN รายงานอ้างอิงเจ้าหน้าที่สหรัฐผู้ไม่ประสงค์ออกนามว่า นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ”อยู่ในอันตรายอย่างยิ่ง” หลังเข้ารับการผ่าตัดที่ไม่มีการระบุเฉพาะ ขณะที่ NBC News รายงานว่า นายคิม เกิดภาวะสมองตายหลังเข้ารับการผ่าตัดหัวใจ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จากกระทรวงรวมชาติและหน่วยข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ ไม่สามารถยืนยันรายงานข่าวดังกล่าว ประเด็นดังกล่าว สร้างความไม่แน่นอนในคาบสมุทรเกาหลี แม้ว่า จะกระตุ้นแรงซื้อทองคำเพิ่มเติม แต่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างจำกัด เนื่องจากกระแสการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยหนุนดอลลาร์ให้แข็งค่าขึ้นด้วย นอกจากนี้สกุลเงินยูโรค่าอ่อนลง เพราะนักลงทุน กังวลว่าเจ้าหน้าที่ของสหภาพยุโรป (EU)ที่มีกำหนดจะหารือในวันพฤหัสบดี จะประสบความยากลำบากในการหาฉันทามติเกี่ยวกับแนวทางสนับสนุนทางการเงินต่อกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากไวรัสโควิด-19 เช่น อิตาลีและสเปน ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวอาจทำให้ในระยะสั้นราคาจึงแกว่งตัวในกรอบในทิศทางอ่อนตัวลง แนะนำหากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือบริเวณ 1,700-1,703 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่ง ราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวลงทดสอบแนวรับบริเวณ 1,668-1,663 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทำให้นักลงทุนที่จะลงทุน เน้นไปที่การเข้าซื้อขายทำกำไรระยะสั้น

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot:  ระหว่างวันราคาทองคำเคลื่อนไหวในแดนบวกเป็นส่วนใหญ่ แต่การปรับตัวขึ้นไม่มากและไม่มีระดับสูงสุดใหม่จากวันก่อนหน้า โดยราคาพยายามทรงตัวรักษาระดับไว้และเคลื่อนไหวในกรอบ ประเมินแนวต้านในโซน 1,700-1,703 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาอ่อนตัวลงอีกครั้งแต่สามารถยืนเหนือแนวรับ 1,668-1,663 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ อาจเห็นแรงซื้อเข้ามาพยุงราคาทองคำเพิ่ม

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position นักลงทุนปิดสถานะทำกำไรในบริเวณแนวต้าน 1,700-1,703 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาทองคำปรับลงหลุดแนวรับบริเวณ 1,663 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นักลงทุนควรปิดสถานะตัดขาดทุน

Short Position หากราคาสามารถยืนอยู่เหนือบริเวณ 1,720 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นักลงทุนควรปิดสถานะขายเพื่อควบคุมความเสี่ยง แต่หากยืนไม่ได้ราคามีโอกาสอ่อนตัวทดสอบบริเวณแนวรับ 1,668-1,663 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง

Open New  แนะนำเปิดสถานะขายทำกำไรระยะสั้นในบริเวณ 1,700-1,703 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาผ่านบริเวณ 1,720 ดอลลาร์ต่อออนซ์ให้ตัดขาดทุน ทั้งนี้ หากราคาอ่อนตัวลงสามารถยืนอยู่เหนือบริเวณแนวรับ 1,700-1,703 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ นักลงทุนอาจเข้าซื้อคืนเพื่อปิดสถานะขายทำกำไร

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) S&P เตือนโควิด-19 อาจทำคนตกงานเพิ่มขึ้น 2 เท่าในเอเชีย-แปซิฟิก  เอสแอนด์พี โกลบอล (S&P) เตือนว่า การว่างงานในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก อาจเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และงานบางประเภทอาจจะยังไม่สามารถกลับมาปฏิบัติได้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง  นายฌอน โร้ช หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกของ S&P ระบุในรายงานในวันจันทร์ (20 เม.ย.) ว่า อัตราการว่างงานทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก อาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 3% ซึ่งคิดเป็น 2 เท่าของอัตราในภาวะเศรษฐกิจถดถอยเฉลี่ยS&P ระบุว่า อุตสาหกรรมบริการเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ แต่ก็เป็นธุรกิจที่มีการสร้างงานใหม่ด้วยในประเทศต่างๆ อาทิ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้  นายโร้ชกล่าวว่า ตำแหน่งงานเป็นส่วนสำคัญของวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งมาตรการล็อกดาวน์เพื่อจำกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นั้น กำลังส่งผลกระทบต่อภาคบริการที่เป็นภาคส่วนสำคัญของการสร้างงานในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก  S&P คาดการณ์ผลกระทบด้านการว่างงานในประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยอิงกับคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ลดลงราว 7.5% โดยคาดว่าอัตราการว่างงานจะแตะระดับสูงสุดในประมาณ 4 ไตรมาส หลังจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลง
  • (+) IMF เผยอาจต้องการมาตรการพิเศษเพื่ออำนวยความสะดวกในการรับมือโควิด-19  เมื่อวานนี้นางคริสทาลลีนา จอร์จีวา ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า IMF อาจจำเป็นต้องก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยและพิจารณา “มาตรการพิเศษ” เพื่อช่วยประเทศต่างๆรับมือกับการระบาดของโควิด-19 และบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ  เธอกล่าวว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศดำเนินมาตรการพิเศษแล้วเพื่อกระจายทุนทรัพย์ โดยเฉพาะสำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศที่กำลังพัฒนาซึ่งเผชิญกับการไหลออกของเงินทุน 1 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์  เธอระบุว่า แต่อาจจำเป็นต้องมีทุนทรัพย์มากขึ้น หากแรงกดดันตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการปล่อยเงินกู้ แม้แต่ในเงื่อนไขผ่อนปรน ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดเสมอไปเมื่อพิจารณาถึงภาระหนี้สินระดับสูงที่หลายประเทศเผชิญอยู่แล้ว
  • (+) อิตาลีเตรียมผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 อย่างค่อยเป็นค่อยไปตั้งแต่ 4 พ.ค.  วันนี้นายกรัฐมนตรีจูเซปเป คอนเตของอิตาลีระบุว่า รัฐบาลมุ่งหวังจะเริ่มผ่อนคลายมาตรการจำกัดโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 4 พ.ค.  ในโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก นายกฯคอนเตระบุว่า เขาจะแสดงรายละเอียดของแผนสำหรับการกลับมาเปิดประเทศแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เตือนว่าอิตาลี “ไม่สามารถละทิ้งแนวทางการระมัดระวังขั้นสูงสุด” แม้แต่เมื่อมีการยกเลิกมาตรการบางส่วน  เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีอิตาลีขยายการปิดเมืองถึงวันที่ 3 พ.ค. แต่ย้ำว่า ธุรกิจบางส่วนจะเปิดทำการก่อน ท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 ที่กำลังชะลอตัว อิตาลีรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ 3,786 คน และผู้เสียชีวิตรายใหม่ 525 คนในวันจันทร์
  • (-) รัฐต่างๆทางตอนใต้ของสหรัฐเตรียมยกเลิกการล็อกดาวน์  ผู้ว่าการรัฐทางภาคใต้สังกัดพรรครีพับลิกันของสหรัฐ ซึ่งอยู่ในกลุ่มสุดท้ายที่ออกคำสั่งให้ประชาชนเก็บตัวในบ้านกลายเป็นกลุ่มแรกที่จะยกเลิกมาตรการดังกล่าว ร้านสักลาย, โรงภาพยนตร์ และร้านทำเล็บในรัฐจอร์เจีย จะเริ่มเปิดอีกครั้งในสัปดาห์นี้ เช่นเดียวกับชายหาด, ร้านดอกไม้ และร้านรองเท้าในเซาท์แคโรไลนา  การประกาศดังกล่าวมีขึ้นในบ่ายวานนี้ตามเวลาท้องถิ่น หลังนายไบรอัน เคมพ์ ผู้ว่าการรัฐจอร์เจียใช้เวลาในช่วงสุดสัปดาห์ในการหารือกับผู้ว่าการรัฐต่างๆทางตอนใต้สังกัดพรรครีพับลิกันเกี่ยวกับวิธีที่ดีที่สุดในการกลับมาเปิดเศรษฐกิจของพวกเขา เพื่อตอบสนองต่อแนวนโยบายจากทำเนียบขาวเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา  นายเฮนรี แมคมาสเตอร์ ผู้ว่าการรัฐเซาท์แคโรไลนาประกาศเมื่อวานนี้ว่า เขาได้จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการเฉพาะกิจเพื่อ “เร่งเซาท์แคโรไลนา” ในการพิจารณาเปิดเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและปลอดภัยและจัดหาทรัพยากรแก่พลเมือง “เราต้องพร้อมดำเนินการเมื่อได้รับไฟเขียว”