ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 25, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 21 พ.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

พิจารณาโซน 1,750-1,754 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในการเปิดสถานะขาย (ตัดขาดทุนหากผ่าน 1,765 ดอลลาร์ต่อออนซ์) ขณะที่การเปิดสถานะซื้อจำเป็นต้องรอการอ่อนตัวลงเข้าใกล้แนวรับซึ่งจะเป็นการเก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น

แนวรับ : 1,734 1,720 1,700 แนวต้าน : 1,754 1,765 1,779

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับทรงตัวแทบไม่เปลี่ยนแปลง  ระหว่างวันราคาทองคำขึ้นไปแตะระดับสูงสุดบริเวณ 1,754.07 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์  หลังรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ประจำวันที่ 28-29 เม.ย. บ่งชี้กรรมการเฟดส่วนใหญ่วิตกว่าผลกระทบจาก COVID-19 จะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐเผชิญกับความเสี่ยง และความไม่แน่นอนอย่างมากในระยะกลางนี้  ประกอบกับค่าเงินยูโรยังแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องขานรับข่าวที่ว่าฝรั่งเศสและเยอรมนีเสนอจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูวงเงิน 5 แสนล้านยูโร เพื่อช่วยเหลือประเทศในภูมิภาค นอกจากนี้  ราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนเพิ่มจากความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสหรัฐและอิหร่าน  หลังสหรัฐประกาศคว่ำบาตรรัฐมนตรีมหาดไทยอิหร่าน  ไม่เพียงเท่านั้น วุฒิสภาสหรัฐยังผ่านร่างกฎหมาย “The Holding Foreign Companies Accountable Act” พุ่งเป้าทำให้บริษัทจากจีนไม่สามารถจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐหรือระดมเงินทุนจากนักลงทุนชาวอเมริกัน  เว้นแต่ว่าบริษัทเหล่านั้นดำเนินการตามมาตรฐานสำหรับการตรวจสอบบัญชีและกฎระเบียบของสหรัฐ  แม้ร่างกฏหมายดังกล่าวจะต้องผ่านการเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและลงนามโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐก่อนก็ตาม  แต่ก็สะท้อนความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสหรัฐและจีนได้เป็นอย่างดี  สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาทองคำยังคงทรงตัวในระดับสูง  ด้านกองทุน SPDR ที่ถือครองทองลดลง -1.46 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจจากเฟดฟิลาเดลเฟีย, จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน, ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการจากมาร์กิต, ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจจาก CB และยอดขายบ้านมือสอง

จจัยทางเทคนิค :

ราคาทองคำพยายามทรงตัวเคลื่อนไหวในกรอบ แต่แรงขายเพิ่มขึ้นเมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้น เบื้องต้นมีแนวต้านระยะสั้นที่ 1,750-1,754 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากสามารถผ่านไปได้ ประเมินว่าจะเกิดแรงซื้อดันมาเข้าใกล้ 1,765 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ระดับสูงสุดในรอบกว่า 7 ปี) โดยประเมินแนวรับบริเวณ 1,734-1,720 ดอลลาร์ต่อออนซ์หากไม่หลุดราคาจะดีดตัวขึ้นในระยะสั้น

กลยุทธ์การลงทุน :

ราคาทองคำมีจุดเปิดสถานะขายระยะสั้นในโซน 1,754 -1,765 ดอลลาร์ต่อออนซ์  (ตัดขาดทุนหากผ่าน 1,765 ดอลลาร์ต่อออนซ์) แต่หากราคาอ่อนตัวลงพิจารณาบริเวณ 1,734-1,720 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นจุดทยอยปิดสถานะขายเพื่อทำกำไรจากการแกว่งตัว

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) สหรัฐขึ้นบัญชีดำรมว.มหาดไทยอิหร่านฐานละเมิดสิทธิมนุษยชน  เมื่อวานนี้สหรัฐออกมาตรการคว่ำบาตรรัฐมนตรีมหาดไทยอิหร่าน โดยกล่าวหาว่าเขาเกี่ยวพันกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง  กระทรวงการคลังสหรัฐระบุในแถลงการณ์ว่า นายอับดอลเรซา ราห์มานี ฟาซลี รัฐมนตรีมหาดไทยอิหร่านออกคำสั่งโดยสั่งการให้กองกำลังบังคับใช้กฎหมาย (LEF) ของอิหร่านใช้กำลังรุนแรงในการรับมือการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในเดือนพ.ย. ซึ่งนำไปสู่การสังหารผู้ประท้วง ซึ่งรวมถึง ผู้เยาว์อย่างน้อย 23 คน  นายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐระบุในแถลงการณ์อีกฉบับหนึ่งว่า “เป้าหมายของเขาและคณะบริหารคือการปราบปรามการประท้วงที่สงบเหล่านี้และกดขี่สิทธิของการรวมตัวอย่างสันติและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น”
  • (+) วุฒิสภาสหรัฐผ่านร่างกม.ที่อาจสกัดบริษัทจีนจากตลาดหุ้นสหรัฐ  เมื่อวานนี้วุฒิสภาสหรัฐผ่านร่างกฎหมายที่อาจยับยั้งบริษัทจีนบางแห่งจากการจดทะเบียนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ เว้นแต่ว่าบริษัทเหล่านั้นดำเนินการตามมาตรฐานสำหรับการตรวจสอบบัญชีและกฎระเบียบของสหรัฐ  มาตรการดังกล่าว ซึ่งสนับสนุนโดยนายจอห์น เคนเนดี วุฒิสมาชิกสังกัดพรรครีพับลิกันและนายคริส ฟานฮอลเลน วุฒิสมาชิกสังกัดพรรคเดโมแครต ผ่านด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายฉบับนี้ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรและลงนามโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐเพื่อออกเป็นกฎหมาย  กฎหมาย “The Holding Foreign Companies Accountable Act” ห้ามการจดทะเบียนหลักทรัพย์ของบริษัทใดๆกับตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ หากไม่สามารถปฏิบัติตามการตรวจสอบบัญชี 3 ปีติดต่อกันของคณะกรรมการควบคุมดูแลบัญชีบริษัทมหาชนสหรัฐ
  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลัก หลังเฟดเผยรายงานประชุม  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (20 พ.ค.) หลังจากรายงานการประชุมเดือนเม.ย.ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระบุว่า กรรมการเฟดส่วนใหญ่มีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 107.48 เยน จากระดับ 107.72 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9647 ฟรังก์ จากระดับ 0.9709 ฟรังก์ ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.0984 ดอลลาร์ จากระดับ 1.0945 ดอลลาร์ ขณะที่ปอนด์อ่อนค่าลงแตะระดับ 1.2230 ดอลลาร์ จาก 1.2281 ดอลลาร์
  • (+) เฟดเผยรายงานประชุมเดือนเม.ย.ชี้เศรษฐกิจสหรัฐเผชิญความเสี่ยงระยะกลางจากพิษโควิด-19  ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยรายงานการประชุมซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 28-29 เม.ย. โดยระบุว่า กรรมการเฟดส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าผลกระทบที่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐเผชิญกับความเสี่ยง และความไม่แน่นอนอย่างมากในระยะกลางนี้  รายงานการประชุมยังระบุด้วยว่า กรรมการเฟดประเมินว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2 อาจจะทรุดตัวลงในอัตราที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคครัวเรือนที่ประสบปัญหาด้านการเงินมากที่สุด นอกจากนี้ กรรมการเฟดยังแสดงความกังวลว่า การเลิกจ้างพนักงานแบบชั่วคราวอาจจะกลายเป็นการถาวร โดยพนักงานที่ถูกเลิกจ้างอาจจะสูญเสียทักษะพิเศษในการทำงาน และต้องออกจากตลาดแรงงานในที่สุด
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 369.04 จุด รับผลประกอบการสดใส,คาดเฟดกระตุ้นศก.เพิ่ม  ดัชนีดาวโจนส์ปิดดีดตัวขึ้นกว่า 300 จุดเมื่อคืนนี้ (20 พ.ค.) ขานรับผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน และจากการคาดการณ์ที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวขึ้นหลังการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากการที่นักลงทุนคาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม หลังจากรายงานการประชุมเฟดประจำเดือนเม.ย.บ่งชี้ว่า กรรมการเฟดส่วนใหญ่มีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 24,575.90 จุด เพิ่มขึ้น 369.04 จุด หรือ +1.52% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,971.61 จุด เพิ่มขึ้น 48.67 จุด หรือ +1.67% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 9,375.78 จุด เพิ่มขึ้น 190.67 จุด หรือ +2.08%