ข้ามไปยังทูลบาร์
ตุลาคม 23, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 21 ก.ย.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เก็งกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัว จนกว่าราคาจะทะลุด้านบน 1,960-1,973 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่ผ่านให้ทยอยขายทำกำไร และทยอยซื้อคืน หรือ ปิดสถานะขายหากราคายังยืนเหนือโซน 1,941-1,931 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,931 1,916 1,902  แนวต้าน : 1,973 1,992 2,015

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.04  ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงหนุนจากดัชนีดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง -0.05% ในวันศุกร์ ท่ามกลางแรงขายดอลลาร์จากความวิตกเกี่ยวกับการเส้นทางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐ  หลังดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ (LEI)จาก CBปรับตัวขึ้นน้อยกว่าคาด 1.2% ในเดือนส.ค. ส่วนตัวเลขขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐพุ่งขึ้น 52.9% สู่ระดับ 1.705 แสนล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 12 ปี นอกจากนี้  ราคาทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยยังได้รับแรงหนุนเพิ่มจากตึงเครียดระหว่างสหรัฐ-จีน  หลังกระทรวงพาณิชย์สหรัฐประกาศในวันศุกร์จะบล็อกการดาวน์โหลด WeChatและTikTokทำให้แอปเปิลและกูเกิลจะต้องลบแอปWeChatและ TikTokออกจากแอปสโตร์ เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย. ปัจจัยที่กล่าวมาหนุนให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดบริเวณ  1,960 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ก่อนที่จะเผชิญแรงขายทำกำไรในช่วงปลายตลาด  ส่งผลให้ราคาร่วงลงมาปิดตลาดบริเวณ 1,950 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองเพิ่ม +12.86 ตัน สำหรับวันนี้ต้องติดตามความตึงเครียดระหว่างจีน-สหรัฐที่แม้ดูเหมือนจะคลี่คลายลงในช่วงสุดสัปดาห์  หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุในภายหลังว่าพร้อมหนุนดีลที่อนุญาตให้ TikTokดำเนินกิจการในสหรัฐต่อได้  ขณะที่กระทรวงพาณิชย์เลื่อนคำสั่งแบน TikTokไปเป็นวันที่ 27 ก.ย. แต่ภาพรวมยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน  รวมไปถึงติดตามถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวลล์ประธานเฟด, นางลาเอลเบรนาร์ด หนึ่งในคณะผู้ว่าการเฟด และนายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก

จจัยทางเทคนิค :

หากการอ่อนตัวลงของราคาทองคำยังสามารถรักษาระดับเหนือแนวรับ ได้ราคาทองคำยังมีลุ้นดีดขึ้นทดสอบแนวต้าน แต่หากราคาทองคำไม่สามารถผ่านแนวต้านที่ 1,960-1,973 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้จะทำให้เกิดแรงขายทำกำไรสลับออกมาและอาจทำให้ราคาปรับตัวลงทดสอบแนวรับที่ 1,941-1,931 ดอลลาร์ต่อออนซ์เพื่อสร้างฐานราคา

กลยุทธ์การลงทุน :

ซื้อขายทำกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัว แนะนำแบ่งทองคำออกขายทำกำไร หรือ เปิดสถานะขายหากราคาทองคำไม่ผ่านแนวต้านที่ 1,960-1,973 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนสถานะขายหากราคายืน 1,973ดอลลาร์ต่อออนซ์) และเข้าซื้อคืน หรือ ปิดสถานขายเพื่อทำกำไรหากการอ่อนตัวลงสามารถยืนเหนือโซน1,941-1,931 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากยืนไม่ได้สามารถถือสถานะขายต่อ

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลัก กังวลโควิดถ่วงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (18 ก.ย.) โดยดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเยนเป็นวันที่ 5 ติดต่อกันแล้ว และเยนแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 สัปดาห์เมื่อเทียบกับดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนยังคงเข้าซื้อเยนในฐานะสกุลเงินปลอดภัย ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นในยุโรป และสหรัฐยังไม่มีความคืบหน้าในการเจรจามาตรการกระตุ้นด้านการคลังเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบของโรคระบาดดังกล่าว  ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลบ 0.05% สู่ระดับ 92.9273 เมื่อคืนนี้ และปรับตัวลงรายสัปดาห์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนส.ค.  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเยนที่ระดับ 104.55 เยน จากระดับ 104.69 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิสที่ระดับ 0.9101ฟรังก์ จากระดับ 0.9089ฟรังก์ แต่ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3192 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3174 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 1.1853 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1838 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าแตะที่ระดับ 1.2924 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2960 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.7299 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7304 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (+) ดาวโจนส์ปิดร่วง 244.56 จุด แรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีฉุดตลาดดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (18 ก.ย.) และปรับตัวลงเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน โดยถูกกดดันจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นด้านการคลังรอบใหม่ของรัฐบาลสหรัฐ, ความวิตกเกี่ยวกับความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐ และนักลงทุนยังคงกังวลเกี่ยวกับภาวะการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างซบเซา  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 27,657.42 จุด ลดลง 244.56 จุด หรือ -0.88%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,319.47 จุด ลดลง 37.54 จุด หรือ -1.12% และดัชนี Nasdaqปิดที่ 10,793.28 จุด ลดลง 116.99 จุด หรือ -1.07%
  • (+) สหรัฐเผยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพุ่งมากกว่า 50% ใน Q2/63  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐพุ่งขึ้น 52.9% สู่ระดับ 1.705 แสนล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 12 ปี หลังจากขาดดุล 1.115 แสนล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรก  ตัวเลขขาดดุลในไตรมาส 2 เทียบเท่ากับสัดส่วน 3.5% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) โดยสูงกว่าระดับ 2.1% ของไตรมาสแรก
  • (+) Conference Board เผยดัชนีชี้นำเศรษฐกิจชะลอตัวในเดือนส.ค.Conference Board เปิดเผยว่า ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ Leading Economic Index (LEI) ปรับตัวขึ้น 1.2% ในเดือนส.ค. หลังจากพุ่งขึ้น 2% ในเดือนก.ค.และ 3.1% ในเดือนมิ.ย.
  • (+) จีนตอบโต้สหรัฐทันควัน ออกข้อบังคับบริษัทต่างชาติเป็นภัยต่อความมั่นคง  กระทรวงพาณิชย์ของจีนได้ออกข้อบังคับใหม่ในวันนี้สำหรับบริษัทที่อยู่ในรายชื่อ “นิติบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือ” โดยมุ่งเป้าไปที่บริษัทต่างชาติที่จีนระบุว่าเป็นอันตรายต่ออธิปไตย, ความมั่นคง หรือผลประโยชน์ด้านการพัฒนาประเทศทั้งนี้ บริษัทที่อยู่ในรายชื่อดังกล่าว อาจถูกห้ามนำเข้าหรือส่งออกสินค้าจากจีน รวมทั้งอาจถูกห้ามไม่ให้ลงทุนในจีนด้วย  นอกจากนี้ จีนยังกำหนดมาตรการอื่นๆ ได้แก่ การเรียกเก็บค่าปรับ, การห้ามเข้าประเทศ และการเพิกถอนใบอนุญาตทำงานหรือการพำนักอาศัยของพนักงานบริษัทต่างชาติเหล่านั้น
  • (+) “ไบต์แดนซ์” ร้องศาลสหรัฐคว่ำคำสั่ง “ทรัมป์” แบน TikTokสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานในวันนี้ว่า บริษัทไบต์แดนซ์ของจีนซึ่งเป็นบริษัทแม่ของแอปพลิเคชันติ๊กต็อก (TikTok) ได้ยื่นคำร้องต่อศาลสหรัฐในกรุงวอชิงตันเมื่อคืนวานนี้ (18 ก.ย.) เพื่อขอให้ศาลยกเลิกคำสั่งบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ที่ห้ามประชาชนในสหรัฐทำการดาวน์โหลดแอปติ๊กต็อกตั้งแต่วันอาทิตย์นี้เป็นต้นไป
  • (-) ผลสำรวจม.มิชิแกนชี้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐสูงกว่าคาดในเดือนก.ย. ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 78.9 ในเดือนก.ย. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 75.0 จากระดับ 74.1 ในเดือนส.ค.
  • (-) “ทรัมป์” เผยพร้อมหนุนดีลที่อนุญาตให้ TikTokดำเนินกิจการในสหรัฐต่อได้  สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ กล่าววานนี้ว่า เขาสนับสนุน “แนวทาง” ของข้อเสนอที่อาจปูทางให้แอปพลิเคชันติ๊กต็อก (TikTok) สามารถดำเนินกิจการในสหรัฐต่อไปได้  กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า “มีความคืบหน้าเชิงบวก” เกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าว พร้อมระบุว่า สหรัฐจะเลื่อนคำสั่งที่ให้แอปเปิลและกูเกิลลบติ๊กต็อกออกจากแอปสโตร์ จากเดิมซึ่งจะมีผลคืนในวันนี้ เป็นวันที่ 27 ก.ย. แทน