ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 21, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 20 เม.ย.63 (ภาคบ่าย) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,663 1,642 1,620

แนวต้าน : 1,700 1,720 1,747

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป  ข้อมูลที่รวบรวมโดยมหาวิทยาลัย Johns Hopkins University และ Bloomberg News ระบุว่า ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ของสหรัฐในรอบสัปดาห์ พบว่า ยอดผู้เสียชีวิตของสหรัฐเพิ่มสู่ 41,379 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากสัปดาห์ก่อนหน้า ตัวเลขดังกล่าว สร้างความไม่แน่ใจว่า การยกเลิกมาตรการปิดเมือง (Lockdown) ของสหรัฐจะสามารถทำได้จริงหรือไม่ ขณะที่ผู้ว่าการรัฐวอชิงตันไม่เห็นด้วย กับปธน.ทรัมป์ โดยเตือนว่า การยกเลิกมาตรการปิดเมืองเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง นักลงทุนคาดถึงข่าวในเชิงลบมากขึ้นจากการยกเลิกมาตรการปิดเมือง ประเด็นดังกล่าวส่งผลให้แรงขายทองคำชะลอลง อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำได้รับแรงกดดัน จากประเทศอินเดียอยู่ภายใต้การปิดเมืองทั่วประเทศถึงวันที่ 3 พ.ค. โดยไม่มีการอนุญาตให้เที่ยวบินจากสายการบินต่างๆ จำหน่ายตั๋วเครื่องบินหลังการปิดเมือง ทั้งนี้ มาตรการปิดเมืองในอินเดีย ลดการอุปโภคทองคำของอินเดียซึ่งเป็นผู้ซื้อทองคำรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ส่งผลให้การอุปโภคทองคำของอินเดียในปี 2020 อาจร่วงสู่ 350-400 ตัน ลดลงจาก 690.4 ตันในปี 2019 เบื้องต้นราคาทองคำพยายามทรงตัวหลังจากมีแรงขายออกมาก และหากพยายามทดสอบแนวต้านบริเวณ 1,690-1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาไม่สามารถขึ้นไปยืน หรือ ไม่สามารถผ่านแนวต้านแรกขึ้นไปได้ต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไรระยะสั้นที่จะสลับออกมาเพิ่ม ซึ่งอาจเห็นการปรับตัวลงของราคาทองคำ โดยประเมินแนวรับที่ 1,663 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: ระหว่างวันราคาสร้างระดับต่ำสุดใหม่จากวันก่อนหน้า ประเมินว่าหากราคาทองคำทดสอบแนวต้านที่ 1,690-1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากไม่สามารถขึ้นไปยืนเหนือแนวต้านได้ มีโอกาสอ่อนตัวลงทดสอบแนวรับโซน 1,663 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากสามารถผ่านแนวต้านแรกไปได้จะเห็นการทดสอบประเมินแนวต้าน 1,720 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ระดับสูงสุดของวันก่อนหน้า)

 กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position แนะนำให้ปิดสถานะทำกำไรหากราคาไม่สามารถผ่านแนวต้าน 1,690-1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปได้ แต่หากสามารถผ่านไปได้ให้ชะลอไปปิดสถานะทำกำไรบริเวณแนวต้านถัดไป 1,720 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ระดับสูงสุดของวันก่อนหน้า)

Short Position นักลงทุนสามารถปิดสถานะทำกำไรบริเวณแนวรับ โซน 1,663 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยหากราคาปรับตัวขึ้นยืนเหนือ 1,720 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ อาจใช้เป็นจุดตัดขาดทุน

Open New นักลงทุนสามารถเข้ามาเปิดสถานะขายเก็งกำไรระยะสั้นในบริเวณแนวต้าน 1,690-1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากผ่าน 1,720 ดอลลาร์ต่อออนซ์) และซื้อคืนเพื่อกำไรในบริเวณ โซน 1,663 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) ผู้เชี่ยวชาญหวั่นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจเป็นศูนย์กลางโควิด-19 แห่งต่อไป  จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่มีความกังวลเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญว่า ภูมิภาคดังกล่าวอาจกลายเป็นศูนย์กลางสำหรับโรคที่ระบาดอย่างรวดเร็ว  ข้อมูลจากมหาวิทยาลัย Johns Hopkins University แสดงว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยรวมรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อมากกว่า 28,000 คนเมื่อวานนี้ อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย และสิงคโปร์คิดเป็น 87.9% ของผู้ติดเชื้อทั้งหมดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ในขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อของภูมิภาคดังกล่าวยังคงห่างไกลจากจำนวนหลายแสนคนที่เห็นในสหรัฐและบางประเทศของยุโรป แต่การศึกษาหลายฉบับบ่งชี้ว่า อาจยังตรวจไม่พบผู้ติดเชื้อหลายหมื่นคนจากอัตราการทดสอบที่ระดับต่ำในหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์  ในขณะเดียวกัน ในสิงคโปร์ จำนวนผู้ติดเชื้อทะยานขึ้นอย่างมากใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยพบกลุ่มก้อนการติดเชื้อใหม่ในหอพักแรงงานอพยพที่แออัด
  • (+) “ซิตี้แบงก์” คาดตลาดหุ้น-การเงินโลกยังผันผวนกังวลไวรัสโควิด-19 ระบาดหลังพบผู้ติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง  ธนาคารซิตี้แบงก์ ระบุว่า ตลาดหุ้นและการเงินโลกยังคงมีความเคลื่อนไหวผันผวน เนื่องจากความกังวลของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 หลังพบผู้ติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกระยะยาว เชื่อมั่นหากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้เร็วเท่าไหร่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจโลกกลับมาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น   อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะเป็นแบบ U Shape โดยไตรมาส 1 และ 2 เศรษฐกิจจะมีความหดตัวรุนแรง แต่จะค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นในไตรมาสที่ 3 และ 4 ตามลำดับ พร้อมเผยยังมีโอกาสในด้านการลงทุน โดยแนะให้กระจายพอร์ตการลงทุนไปในสินทรัพย์ที่หลากหลาย เช่นกองทุนผสมที่มีการลงทุนในกลุ่มสุขภาพที่มีแนวโน้มเติบโตและได้รับผลกระทบน้อยที่สุด รวมถึงพันธบัตรรัฐบาล และทองคำ ไปพร้อมกับการเฝ้าติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค
  • (-) ธนาคารโลกชี้การค้าที่มากขึ้นจะช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโควิด-19  นายเดวิด มัลพาสส์ ประธานธนาคารโลกระบุว่า ประเทศต่างๆจำเป็นต้องเปิดทางสำหรับการค้ามากขึ้น เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจากช่วงขาลงจากการระบาดของโควิด-19 และระบุว่า เขากังวลเกี่ยวกับประเทศต่างๆที่กักตุนเสบียงอาหาร  เขาหวังว่า การระบาดดังกล่าวจะไม่นำไปสู่การกีดกันทางการค้าเพิ่มขึ้น “ประเทศต่างๆจำเป็นต้องเปิดทางสำหรับการค้าเพื่อบรรเทาผลกระทบจากช่วงขาลงทางเศรษฐกิจ”
  • (-) ดอลลาร์สหรัฐแข็งแกร่งขณะตลาดระมัดระวัง,ดอลลาร์นิวซีแลนด์ดีดขึ้นขณะเตรียมผ่อนคลายล็อกดาวน์  ดอลลาร์ได้แรงหนุนในวันนี้ ในขณะที่ความวิตกเกี่ยวกับการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกกระทบราคาน้ำมันและสกุลเงินสินค้าโภคภัณฑ์ ขณะที่ดอลลาร์นิวซีแลนด์ปรับขึ้นจากข่าวที่ว่า รัฐบาลจะเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมไวรัสที่เข้มงวดตั้งแต่สัปดาห์หน้า  ดอลลาร์แคนาดา, รูเบิลของรัสเซีย และโครนนอร์เวย์ ร่วงลงรายละประมาณ 0.5% ขณะที่อุปสงค์ที่อ่อนแอและอุปทานล้นตลาดกดดันราคาน้ำมันดิบสหรัฐสู่ระดับต่ำสุดรอบ 21 ปี  บรรยากาศที่ซบเซาถ่วงสกุลเงินเสี่ยงของเอเชีย และดันดอลลาร์ออสเตรเลียลง แต่ดอลลาร์นิวซีแลนด์ดีดตัวขึ้น 0.5% หลังจากที่นายกรัฐมนตรีจาซินดา อาร์เดิร์นของนิวซีแลนด์กล่าวว่า จะเริ่มผ่อนคลายกฎการล็อกดาวน์อย่างค่อยเป็นค่อยไปในวันที่ 27 เม.ย.  นิวซีแลนด์ซึ่งมีผู้เสียชีวิตเพียง 12 คนจากโควิด-19 จะลดระดับมาตรการลง 1 ระดับในวันจันทร์หน้า โดยจะอนุญาตให้ธุรกิจบางส่วนเริ่มดำเนินการอีกครั้ง และจะทบทวนจุดยืนนั้นในวันที่ 11 พ.ค.  ดอลลาร์ออสเตรเลียอยู่ที่ 0.6354 ดอลลาร์ ต่ำกว่าระดับสูงสุดของเมื่อสัปดาห์ที่แล้วราว 1.5% ขณะที่ดอลลาร์นิวซีแลนด์แตะระดับสูงสุดรอบ 3 วัน ที่ 0.6059 ดอลลาร์  ความเคลื่อนไหวในสกุลเงินหลักอื่นๆอยู่ในระดับเล็กน้อย แต่เมื่อรวมกับการซื้อขายที่ระมัดระวังในตลาดหุ้นต่างๆในภูมิภาคดูเหมือนจะยับยั้งความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงและความอ่อนแอของดอลลาร์  ดอลลาร์แข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อยต่อสกุลเงินสำคัญอื่นๆ โดยบวกขึ้นราว 0.1% ต่อยูโรและปอนด์ และ 0.3% ต่อเยน โดยล่าสุดดอลลาร์ได้รับแรงซื้อที่ 107.80 เยน และอยู่ที่ 1.2478 ดอลลาร์ต่อปอนด์ และ 1.0870 ดอลลาร์ต่อยูโร