วิเคราะห์ราคาทองคำ 20 ส.ค.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ

รอจังหวะการอ่อนตัวลงของราคาในโซน 1,487-1,479 ดอลลาร์ต่อออนซ์แล้วจึงค่อยเข้าซื้อ หรือ หากราคาทองคำไม่สามารถยืน 1,512-1,524 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ให้แบ่งทองคำออกขายเพื่อทำกำไรบางส่วน แต่หากผ่านได้ให้ชะลอการขายออกไป

แนวรับ : 1,487 1,479 1,470  แนวต้าน : 1,512 1,524 1.535

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำปิดปรับตัวลดลง  17.76  ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำได้รับแรงกดดันจากปัจจัยหลัก 2 ประการ  ได้แก่  (1.) ความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น  หลังจากรัฐบาลสหรัฐจะขยายระยะเวลาในการอนุญาตให้บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยีของจีน สามารถซื้อสินค้าจากบริษัทสหรัฐได้อีก 90 วัน รวมไปถึงการที่จีนเตรียมปฏิรูปอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจ  ส่วนเยอรมนีมีแผนที่จะใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินรวมกันราว 5 หมื่นล้านยูโร  นั่นทำให้ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวกเกือบ 250 จุดซึ่งก่อให้เกิดแรงขายทองคำที่อยู่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  (2.) การแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์  ทั้งนี้  ดอลลาร์ได้รับแรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐดีดตัวขึ้น  หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์, นายแลร์รี่ คุดโลว์ หัวหน้าที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาว  และนายวิลเบอร์ รอสส์ รมว.พาณิชย์สหรัฐ  ต่างออกมาประสานเสียงกันว่า  เศรษฐกิจสหรัฐไม่มีความเสี่ยงที่จะถดถอย  ซึ่งความพยายามดังกล่าวได้ช่วยคลายความวิตกเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐในหมู่นักลงทุน  ปัจจัยข้างต้นกดดันให้ราคาทองคำอ่อนตัวลงมาทดสอบระดับต่ำสุดบริเวณ 1,492.90  ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระหว่างการซื้อขายวานนี้  สำหรับวันนี้ไม่มีกำหนดการเปิดเผยตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจของสหรัฐ  แต่อาจติดตามการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ต่างๆเพื่อใช้เป็นปัจจัยชี้นำราคา

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำทดสอบแนวต้านที่ 1,512-1,524 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้ายังไม่สามารถผ่านได้ ซึ่งนักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไรเนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเมื่อราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นยังคงมีแรงขายออกมาเช่นกัน อย่างไรก็ตามหากการอ่อนลงของราคาไม่หลุดโซนแนวรับระยะสั้นอยู่ที่ 1,487-1,479 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ประเมินว่าเป็นการอ่อนตัวลงเพื่อสะสมกำลังในช่วงสั้น

กลยุทธ์การลงทุน :

รอเปิดสถานะซื้อในบริเวณ 1,487-1,479 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ลดพอร์ตสถานะซื้อหากราคาหลุด 1,479 ดอลลาร์ต่อออนซ์) หากราคาดีดตัวขึ้นให้พิจารณาโซน 1,512-1,524 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นจุดปิดสถานะทำกำไร

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) “ทรัมป์”กดดันเฟดหั่นดอกเบี้ย 1% พร้อมรื้อฟื้นโครงการ QE  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ทวีตข้อความในวันนี้ เรียกร้องให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1% และรื้อฟื้นโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)  “เศรษฐกิจของเรามีความแข็งแกร่งอย่างมาก แม้ว่านายเจอโรม พาวเวล และเฟดจะขาดวิสัยทัศน์อย่างน่าวิตก ขณะที่พรรคเดโมแครตกำลังพยายามทำให้เศรษฐกิจแย่เพื่อหวังผลในการเลือกตั้งปีหน้า นี่เป็นการเห็นแก่ตัวอย่างมาก ส่วนค่าเงินดอลลาร์ของเราก็มีความแข็งแกร่งมากจนส่งผลกระทบต่อภูมิภาคอื่นของโลก” ข้อความในทวิตเตอร์ระบุ
  • (-) รมว.พาณิชย์สหรัฐยืนยันขยายเวลาให้”หัวเว่ย”ซื้อสินค้าสหรัฐได้อีก 90 วัน  นายวิลเบอร์ รอสส์ รมว.พาณิชย์สหรัฐ ยืนยันว่า รัฐบาลสหรัฐจะขยายระยะเวลาในการอนุญาตให้บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยีของจีน สามารถซื้อสินค้าจากบริษัทสหรัฐได้อีก 90 วัน เพื่อให้หัวเว่ยสามารถให้บริการต่อลูกค้าที่มีอยู่ในขณะนี้  นายรอสส์กล่าวว่า ใบอนุญาตชั่วคราวดังกล่าวจะมีอายุ 90 วัน ขณะที่ใบอนุญาตเดิมจะหมดอายุลงเมื่อวานนี้  ก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐอนุญาตให้หัวเว่ยซื้อสินค้าจากบริษัทสหรัฐในเดือนพ.ค. หลังจากที่ได้ขึ้นบัญชีดำบริษัท เพื่อลดผลกระทบที่จะมีต่อลูกค้าของบริษัท
  • (-) รมว.พาณิชย์สหรัฐแสดงความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ แม้เกิดภาวะ inverted yield curve  นายวิลเบอร์ รอสส์ รมว.พาณิชย์สหรัฐ กล่าวแสดงความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจสหรัฐ แม้ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเกิดภาวะ inverted yield curve เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี  “ในที่สุดแล้ว จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ผมมองว่าภาวะ inverted yield curve ในครั้งนี้เชื่อถือไม่ได้” นายรอสส์กล่าว
  • (-) EU เตือน Brexit แบบไร้ข้อตกลงกระทบอังกฤษมากที่สุด  คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ซึ่งเป็นองค์กรบริหารของสหภาพยุโรป (EU) ระบุในวันนี้ว่า EU มีความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ที่อังกฤษจะแยกตัวออกจาก EU (Brexit) โดยไม่มีการทำข้อตกลง และอังกฤษจะเป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด หากเกิดสถานการณ์ดังกล่าว  นางนาตาชา เบอร์ทอด์ โฆษก EC กล่าวว่า สภาวการณ์ Brexit แบบไม่มีข้อตกลง ไม่ใช่สิ่งที่ EU ต้องการ  อย่างไรก็ดี ผู้นำ EU มองว่า ในขณะนี้ ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีการออกมาตรการเตรียมการฉุกเฉินเพิ่มเติม  “สิ่งนี้จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อประชาชนและภาคธุรกิจ รวมทั้งต่อเศรษฐกิจ แต่จะกระทบมากกว่าต่อสหราชอาณาจักร เมื่อเทียบกับอีก 27 ประเทศใน EU” นางเบอร์ทอด์กล่าว
  • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 249.78 จุด รับข่าวจีน-เยอรมนีกระตุ้นศก.,สหรัฐขยายเวลาหัวเว่ยซื้อสินค้า  ดัชนีดาวโจนส์ปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (19 ส.ค.) โดยได้แรงหนุนจากข่าวจีนและเยอรมนีออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐดีดตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ ซึ่งช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ ตลาดยังขานรับข่าวสหรัฐขยายเวลาในการอนุญาตให้บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยีของจีน สามารถซื้อสินค้าจากบริษัทสหรัฐได้อีก 90 วัน  ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 26,135.79 จุด พุ่งขึ้น 249.78 จุด หรือ +0.96% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,923.65 จุด เพิ่มขึ้น 34.97 จุด หรือ +1.21% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,002.81 จุด เพิ่มขึ้น 106.82 จุด หรือ +1.35%
  • (-) ดอลล์แข็งเทียบสกุลเงินหลัก ขานรับบอนด์ยีลด์สหรัฐฟื้นตัว  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (19 ส.ค.) หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐดีดตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ ซึ่งช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการประชุมเศรษฐกิจประจำปีของเฟดที่เมืองแจ็กสัน โฮล ในวันศุกร์นี้ เพื่อจับสัญญาณทิศทางอัตราดอกเบี้ยในปีนี้  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 106.62 เยน จากระดับ 106.28 เยน นอกจากนี้ ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1081 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1095 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.2132 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2151 ดอลลาร์