ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 20, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 20 ม.ค.63(ภาคบ่าย) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,536 1,528 1,516

แนวต้าน : 1,561 1,573 1,580

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป  การประท้วงในฮ่องกงรุนแรงขึ้นอีกครั้ง เมื่อกลุ่มผู้ประท้วงได้ก่อเหตุรุนแรงและทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจจนได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้ กลุ่มผู้ประท้วงออกมาเรียกร้องสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งทั่วไป (universal suffrage) โดยระบุว่า รัฐบาลฮ่องกงไม่ได้ทำตามคำมั่นสัญญาเกี่ยวกับสิทธิดังกล่าว แม้ว่าประเด็นดังกล่าว จะกระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ก็ไม่มากนักเนื่องจาก นักลงทุนจับตาการประชุมเวิลด์ อิโคโนมิก ฟอรั่ม (WEF) โดยรอดูถ้อยแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ในพิธีเปิดการประชุมในวันอังคารนี้ และ การส่งสัญญาณต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของผู้เข้าร่วมการประชุม สำหรับวันนี้ ปริมาณการซื้อขายในช่วงตลาดสหรัฐอาจเบาบางกว่าปกติ  เนื่องจากตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาดพันธบัตรและตลาดทองคำสหรัฐจะปิดทำการเนื่องในวัน Martin Luther King   เบื้องต้นมีแรงซื้อเข้ามาพยุงราคาทองคำไว้ สำหรับการเข้าซื้อแนะนำรอการอ่อนตัวลงจึงเข้าซื้ออีกครั้งหากสามารถยืนเหนือบริเวณ 1,545-1,536 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ แต่หากหลุดจากแนวรับดังกล่าวอาจชะลอการเข้าซื้อออกไป และเมื่อราคาทองคำขยับขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,561-1,563 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แนะนำนักลงทุนที่มีทองคำในมือให้พิจารณาแบ่งขายทำกำไรบางส่วนหากราคาไม่ผ่านบริเวณแนวต้านดังกล่าว แต่หากผ่านได้สามารถถือต่อ

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: ราคาสามารถพยายามทรงตัวรักษาระดับ หากยืนได้ราคามีแนวโน้มค่อยๆปรับตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 1,561-1,563 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านได้ ประเมินว่าราคาทองคำจะอ่อนตัวลงทดสอบแนวรับบริเวณ 1,545-1,536 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position แนะนำให้ทยอยปิดสถานะทำตามบริเวณแนวต้าน 1,561-1,563 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้าผ่านได้สามารถถือต่อ และรอจังหวะเข้าซื้อหากราคาย่อตัวลงมาและไม่หลุดแนวรับ 1,545-1,536 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Short Position บริเวณแนวรับ 1,545-1,536 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาไม่หลุดแนวดังกล่าวและยืนได้อย่างแข็งแกร่งแนะนำให้ปิดหรือลดสถานะขายลง

Open New รอเข้าซื้อบริเวณแนวรับ 1,545-1,536 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุด 1,536 ดอลลาร์ต่อออนซ์สถานะซื้อให้ตัดขาดทุน ทั้งนี้ อาจแบ่งทองคำออกขายทำกำไรเมื่อราคาขยับขึ้นไม่ผ่านโซน 1,561-1,563 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากผ่านได้สามารถชะลอการขายไปที่แนวต้านถัดไป

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) ตลาดหุ้นยุโรปเปิดตลาดอ่อนตัวลง ขณะนลท.จับตาประชุม WEF  ตลาดหุ้นยุโรปเปิดตลาดวันนี้อ่อนตัวลง ในขณะที่นักลงทุนจับตาการประชุมเวิลด์ อิโคโนมิก ฟอรั่ม (WEF) ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อรอดูการส่งสัญญาณและการเปิดเผยข้อมูลของผู้เข้าร่วมการประชุม ซึ่งรวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ตลอดจนการเปิดเผยการวิเคราะห์การคาดการณ์ถึงผลกระทบในเชิงบวกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ดัชนี Stoxx Europe 600 อ่อนตัว 0.1% หลังเปิดตลาดไม่นาน ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสเปิดวันนี้ที่ 6,092.97 จุด ลดลง 7.75 จุด, -0.13% ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมันเปิดที่ 13,503.83 จุด ลดลง 22.30 จุด, -0.16% สำหรับความเคลื่อนไหวด้านการธนาคารในวันนี้ ธนาคารกลางจีน (PBOC) กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ Loan Prime Rate (LPR) ประเภท 1 ปี ที่ระดับ 4.15% สำหรับเดือนม.ค. ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนธ.ค. นอกจากนี้ ธนาคารกลางจีนยังได้กำหนดอัตราดอกเบี้ย LPR ประเภท 5 ปี ที่ระดับ 4.80% สำหรับเดือนม.ค. ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับของเดือนธ.ค.เช่นกัน
  • (+) ฮั่งเส็งปิดลบ 260.51 จุด หลังการประท้วงกลับมารุนแรงอีก ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดวันนี้ปรับตัวลดลง หลังจากที่การประท้วงรุนแรงขึ้นอีกครั้ง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจฮ่องกงได้ใช้แก๊สน้ำตาและสเปรย์พริกไทยเพื่อสลายการชุมนุมเมื่อช่วงเย็นวานนี้ หลังจากกลุ่มผู้ประท้วงได้ก่อเหตุรุนแรงและทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจจนได้รับบาดเจ็บ ดัชนีฮั่งเส็งลดลง 260.51 จุด หรือ 0.90% ปิดวันนี้ที่ 28,795.91 จุด สำหรับการชุมนุมครั้งล่าสุดนี้ กลุ่มผู้ประท้วงได้ออกมาเรียกร้องสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งทั่วไป (universal suffrage) โดยผู้ประท้วงระบุว่า รัฐบาลฮ่องกงไม่ได้ทำตามคำมั่นสัญญาเกี่ยวกับสิทธิดังกล่าว นับตั้งแต่จีนได้เข้าปกครองฮ่องกงในปี 2540 รัฐบาลฮ่องกงได้ออกแถลงการณ์เมื่อวานนี้ โดยมีเนื้อหาปฏิเสธข้อเรียกร้องดังกล่าว ขณะเดียวกันรัฐบาลได้ขอให้ชาวฮ่องกงเคารพในหลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการหันหน้าเจรจาร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ต่อไป
  • (-) รมว.อุตสาหกรรมจีน มั่นใจอุตสาหกรรมจีนจะเติบโตต่อเนื่องในปีนี้  สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า นาย เหมี่ยว เว่ย รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน เผยว่า จีนจะยังคงรักษาอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องในปีนี้ แม้จะเผชิญกับแรงกดดันอย่างมากจากการลดภาษีและการสนับสนุนนโยบายในวงกว้าง นายเหมี่ยว เว่ย กล่าวว่าในปี 2020 นี้ภาคอุตสาหกรรมของจีนต้องเผชิญกับความยากลำบากและความเสี่ยงมากมาย ซึ่งจะสร้างแรงกดดันให้กับการรักษาเสถียรภาพของการเติบโตของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่รัฐบาลจีนสามารถรับประกันได้ว่าภาคอุตสาหกรรมจะสามารถทำงานได้อย่างราบรื่นตลอดปีนี้เนื่องจากการลดภาษีครั้งใหญ่และความพยายามเชิงนโยบายเพื่อลดความตึงเครียดลง ซึ่งจีนจะเพิ่มการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาและใช้นโยบายจูงใจอื่นๆ เพื่อช่วยส่งเสริมนวัตกรรมและยกระดับภาคการผลิต โดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนได้ปรับเพิ่มขึ้นในเดือน ธ.ค. หลังเพิ่มขึ้นมากถึง 6.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งแข็งแกร่งที่สุดในรอบ 9 เดือน ขณะที่ผลผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนในปี 2019 อยู่ที่ 5.7% ซึ่งอยู่ในเป้าหมายที่ 5.5- 6.0% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลจีนได้ลดภาษีและค่าธรรมเนียมลดมากถึง 2 ล้านล้านหยวน (9.92 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ในปีนี้
  • (+/-) แบงก์ชาติจีนประกาศคงดอกเบี้ยLPR 1 ปี ที่4.15% เป็นเดือนที่สองติดต่อกัน  สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ธนาคารกลางจีน (PBOC) ได้ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ Loan Prime Rate (LPR) ระยะเวลา 1 ปี ไว้ที่ระดับ 4.15% และคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ Loan Prime Rate (LPR) ระยะเวลา 5 ปีไว้ที่ระดับ 4.80% ซึ่งนับเป็นการคงอัตราดอกเบี้ย LPR ไว้ที่ระดับเดิมเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน จากการคงอัตราดอกเบี้ย LPR ในเดือนนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ทางธนาคารกลางจีนได้อัดฉีดเงินสดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นจำนวนเงินสูงถึง 4 แสนล้านหยวน (5.83 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ผ่านระบบสินเชื่อเงินกู้ระยะกลาง (MLF) และผ่านข้อตกลง reverse repo ประเภทอายุ 14 ปี  เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงินก่อนช่วงเทศกาลตรุษจีน แต่ยังประกาศคงอัตราดอกเบี้ย MLF ไว้ที่ 3.25% เช่นเดิม ทั้งนี้ธนาคารกลางจีนจะทำการจะเปิดเผยระดับอัตราดอกเบี้ย LPR ทุกวันที่ 20 ของเดือน โดยได้เริ่มกำหนดอัตราดอกเบี้ย LPR เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งอัตราดังกล่าวนับเป็นการปรับปรุงกลไกในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ LPR และเป็นความพยายามที่จะปรับลดต้นทุนการกู้ยืมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศจีน