พฤหัส. ธ.ค. 12th, 2019

วิเคราะห์ราคาทองคำ 20 พ.ย.62(ภาคเช้า) by HGF

โดย  : บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด(HGF)

ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่จะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้น

คืนนี้ตี 2 ติดตามการเปิดเผยรายงานการประชุมเฟด

ทองคำคาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,460-1,475 ดอลลาร์

  • ราคาทองคำ Spot เมื่อวานปรับขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญ 1,475 ดอลลาร์ เนื่องจากความไม่แน่นอนของการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ขู่ว่าจะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้น หากสหรัฐและจีนยังคงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้า ทั้งที่มีข่าวว่าสหรัฐได้ขยายเวลาอีก 90 วันให้แก่หัวเว่ย เทคโนโลยี ในการซื้อสินค้าจากบริษัทสหรัฐต่อไป อย่างไรก็ดีสหรัฐประกาศการอนุญาตก่อสร้างเดือนต.ค. เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.46 ล้านยูนิต ดีกว่าตลาดคาดจะทรงตัวที่ระดับ 1.39 ล้านยูนิต ทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ทางด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำเท่าเดิมเมื่อวาน
  • คืนนี้ตี 2 ติดตามการเปิดเผยรายงานการประชุมเฟด ซึ่งเป็นการประชุมในวันที่ 29-30 ต.ค.ที่ผ่านมา เฟดมีมติลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 1.50-1.75% อย่างไรก็ดีประธานเฟดได้แถลงหลังการประชุมที่มีการส่งสัญญาณพักวงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้การเปิดเผยรายงานการประชุมเฟดจะทำให้ทราบมุมมองของเจ้าหน้าที่เฟดในรายละเอียดมากขึ้น
  • แนวโน้มราคาทองคำคาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,460-1,475  ดอลลาร์ ทองคำยังมีแนวต้านสำคัญ 1,475 ดอลลาร์ ซึ่งถ้าผ่านแนวต้าน 1,475 ดอลลาร์ขึ้นไปได้ จะมีแนวต้านถัดไป 1,480-1,485 ดอลลาร์ ส่วนแนวรับอยู่ที่ 1,460 ดอลลาร์ และ 1,450 ดอลลาร์ 

ราคาทองคำตลาดโลก

Close chg. Support Resistance
1,472.30 +1.1 1,460/1,450 1,475/1,480

ราคาทองคำแท่ง 96.5%

Close chg. Support Resistance
21,000 +50 20,950/20,850 21,100/21,150

โกลด์ฟิวเจอร์ส

Close chg Support Resistance
21,180 +70 21,060/20,970 21,200/21,250

การเปิดสถานะซื้อเก็งกำไรการฟื้นตัวแนะนำเมื่อราคาทองคำ Spot ปรับลงมาที่ 1,460 ดอลลาร์ (GF 21,060 บาท) โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,450 ดอลลาร์ (GF 20,970 บาท)

ส่วนการลงทุนในทองแท่ง สำหรับนักลงทุนที่ซื้อไว้แนะนำขายทำกำไรที่ราคาทองคำ Spot 1,475-1,480 ดอลลาร์

โกลด์ออนไลน์ฟิวเจอร์

Close chg Support Resistance
1,477.40 +6.10 1,465/1,455 1,485/1,490

การเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้น แนะนำเมื่อราคา GOZ19 ปรับลงมาที่ 1,465 ดอลลาร์ โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,455 ดอลลาร์

ค่าเงินบาท

ทิศทางเงินบาทในวันนี้คาดจะทรงตัวและอ่อนค่าลงเล็กน้อย เนื่องจากเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอื่นๆแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย โดยคืนนี้นักลงทุนรอการเปิดเผยรายงานการประชุม FOMC ในวันที่ 29-30 ต.ค. โดย USD Futures คาดจะมีแนวต้านที่ 30.25 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวรับที่ 30.15 บาท/ดอลลาร์

News

ตลาดการเงินต่างประเทศ : ดอลล์แข็งค่าเล็กน้อย ขณะนักลงทุนจับตาเจรจาการค้า,รายงานประชุมเฟด

          ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินปอนด์ยูโร, ฟรังก์สวิส และดอลลาร์แคนาดา ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนที่ผ่านมา (19 พ.ย.) ขณะที่นักลงทุนยังคงระมัดระวังในการซื้อขาย เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.07% สู่ระดับ 97.8588

ตลาดโลหะมีค่าต่างประเทศ : ทองปิดบวก $2.40 จากคำสั่งซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย หลังดาวโจนส์ร่วง

          สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนที่ผ่านมา (19 พ.ย.) โดยได้ปัจจัยหนุนจากคำสั่งซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย หลังจากดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กดิ่งลงเมื่อคืนนี้ อย่างไรก็ดี สัญญาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ เนื่องจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ได้สกัดแรงบวกของตลาดในระหว่างวันสัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 2.40 ดอลลาร์ หรือ 0.16% ปิดที่ 1,474.30 dollars ดอลลาร์/ออนซ์         สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 11.8 เซนต์ หรือ 0.69% ปิดที่ 17.118 ดอลลาร์/ออนซ์

ตลาดน้ำมันดิบต่างประเทศ : น้ำมัน WTI ปิดร่วง 1.84 ดอลล์ หลังนักวิเคราะห์คาดสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐพุ่งต่อเนื่อง

          สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 3% เมื่อคืนที่ผ่านมา (19 พ.ย.) เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะน้ำมันล้นตลาด หลังจากผลสำรวจของนักวิเคราะห์ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 4 รวมทั้งรายงานที่ว่า รัสเซียอาจจะไม่ปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันลงอีก ในการประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และประเทศพันธมิตร ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 5-6 ธ.ค.นี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค. ร่วงลง 1.84 ดอลลาร์ หรือ 3.2% ปิดที่ 55.21 ดอลลาร์/บาร์เรล  สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนม.ค. ดิ่งลง 1.53 ดอลลาร์ หรือ 2.5% ปิดที่ 60.91 ดอลลาร์/บาร์เรล

ตลาดหุ้นต่างประเทศ : ดาวโจนส์ปิดลบ 102.20 จุด หุ้นค้าปลีกร่วงหลังผลประกอบการ”โฮม ดีโปท์

          ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนที่ผ่านมา (19 พ.ย.) เนื่องจากหุ้นกลุ่มค้าปลีกร่วงลงอย่างหนัก หลังจากโฮม ดีโปท์ และโคห์ลส์ คอร์ป ซึ่งเป็นสองบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐ เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 3 ที่ต่ำกว่าคาด นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นอีก หากสหรัฐและจีนยังคงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้า    ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 27,934.02 จุด ลดลง 102.20 จุด หรือ -0.36% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,120.18 จุด ลดลง 1.85 จุด หรือ -0.06% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,570.66 จุด เพิ่มขึ้น 20.72 จุด หรือ +0.24%

สหรัฐประกาศขยายเวลาอีก 90 วันให้”หัวเว่ย”ซื้อสินค้าจากบริษัทสหรัฐ

          กระทรวงพาณิชย์สหรัฐแถลงว่า ทางกระทรวงได้ขยายเวลาอีก 90 วันให้แก่บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี ในการซื้อสินค้าจากบริษัทสหรัฐต่อไปเพื่อให้บริการต่อลูกค้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ สหรัฐขยายเวลาดังกล่าวเป็นครั้งที่ 2 ให้แก่หัวเว่ย นับตั้งแต่ที่ทางบริษัทถูกขึ้นบัญชีดำในเดือนพ.ค.อันเนื่องจากเหตุผลด้านความมั่นคง “การขยายเวลาต่อไปอีกถึงวันที่ 16 ก.พ.ปีหน้าจะทำให้หัวเว่ยยังคงสามารถให้บริการต่อลูกค้าสหรัฐที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งจะได้รับผลกระทบหากไม่มีการขยายเวลาออกไป และทางกระทรวงจะยังคงจับตาการส่งออกสินค้าด้านเทคโนโลยีที่มีความอ่อนไหว เพื่อรับประกันว่านวัตกรรมของเราจะไม่ได้รับผลกระทบจากผู้ที่คุกคามความมั่นคงของเรา” แถลงการณ์ระบุ  ทางด้านบริษัทหัวเว่ยระบุก่อนหน้านี้ว่า การที่สหรัฐจะต่ออายุใบอนุญาตให้บริษัทของสหรัฐสามารถทำธุรกิจกับหัวเว่ยได้นั้น ไม่ได้มีผลต่อบริษัทมากนัก “ไม่ว่าสหรัฐจะต่ออายุใบอนุญาตหรือไม่นั้น สิ่งนี้มีผลต่อบริษัทน้อยมาก เนื่องจากเราสามารถส่งออกสินค้าของเราไปยังลูกค้าโดยไม่ต้องพึ่งพาชิ้นส่วนและชิปจากสหรัฐอยู่แล้ว” นายเหลียง หัว ประธานหัวเว่ย กล่าว  นายเหลียงกล่าวว่า หากบริษัทสหรัฐไม่ได้รับการต่ออายุใบอนุญาตให้ทำธุรกิจกับหัวเว่ย สิ่งนี้ก็จะกลับเป็นผลเสียร้ายแรงต่อบริษัทสหรัฐเอง โดยหัวเว่ยมีความสามารถที่จะผลิตและจัดส่งผลิตภัณฑ์ที่รวมถึง สถานีฐาน 5G ไปยังลูกค้า โดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ของสหรัฐ

สภาผู้แทนฯญี่ปุ่นไฟเขียวข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ ปูทางสู่การปรับลดภาษีศุลกากร

          สภาผู้แทนราษฏรญี่ปุ่นมีมติอนุมัติการทำข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ โดยจะมีการปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปีหน้า สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า สภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นได้อนุมัติข้อตกลงที่นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญีปุ่น ได้ทำร่วมกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ โดยข้อตกลงฉบับนี้กำลังถูกส่งให้วุฒิสภาพิจารณาเป็นลำดับต่อไป  พรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล และพรรคโคเมอิโตะ ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล มีความประสงค์ที่จะผลักดันให้ข้อตกลงการค้าได้รับการอนุมัติ ก่อนการปิดประชุมรัฐสภาสมัยปัจจุบันในวันที่ 9 ธ.ค.นี้ เพื่อเปิดทางให้คณะรัฐบาลญี่ปุ่นสามารถบังคับใช้ข้อตกลงดังกล่าวได้ในวันที่ 1 ม.ค.ปีหน้า ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวนั้น ญี่ปุ่นจะปรับลดภาษีนำเข้าเนื้อวัวจากสหรัฐลงสู่ระดับ 9% จากระดับ 38.5% พร้อมกับยกเลิกหรือปรับลดภาษีนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐ นอกจากนี้ สินค้าต่างๆของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงชีส ไวน์ และข้าวสาลี ก็จะสามารถเข้าถึงตลาดญี่ปุ่นได้มากขึ้น ส่วนทางด้านสหรัฐนั้น จะยกเลิกหรือปรับลดภาษีอุปกรณ์การผลิตบางประเภทที่นำเข้าจากญี่ปุ่น รวมทั้งสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งรวมถึงชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศ และรถไฟจากญี่ปุ่น

“ทรัมป์”เผยการหารือ”พาวเวล”ที่ทำเนียบขาวเป็นไปด้วยดี

          ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ทวีตข้อความในวันนี้ ระบุว่า เขาได้พบกับนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ทำเนียบขาวในวันนี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งการสนทนาเป็นไปด้วยดี “ผมเพิ่งเสร็จสิ้นการพบปะกับคุณเจอโรม พาวเวลที่ทำเนียบขาว ซึ่งการสนทนาเป็นไปด้วยดี โดยเราได้หารือกันเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย, การใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ, ภาวะเงินเฟ้อต่ำ, การใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน, การแข็งค่าของดอลลาร์ และผลกระทบต่อภาคการผลิต, การค้ากับจีนและสหภาพยุโรป รวมทั้งประเด็นอื่นๆ” ข้อความในทวิตเตอร์ระบุ ทางด้านเฟดออกแถลงการณ์ระบุว่า นายพาวเวลได้เข้าพบปธน.ทรัมป์ที่ทำเนียบขาวเพื่อหารือเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึง การขยายตัว, แนวโน้มการจ้างงาน และเงินเฟ้อ นอกจากนี้ นายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ได้เข้าร่วมในการประชุมดังกล่าว ทั้งนี้ ความเห็นของนายพาวเวลต่อปธน.ทรัมป์ในวันนี้ มีความสอดคล้องต่อแถลงการณ์ที่นายพาวเวลกล่าวต่อสภาคองเกรสในสัปดาห์ที่แล้ว นายพาวเวลกล่าวว่า การดำเนินนโยบายการเงินของเฟดจะขึ้นอยู่กับข้อมูลทางเศรษฐกิจที่เฟดได้รับ และเฟดจะกำหนดนโยบายเพื่อสนับสนุนการจ้างงานอย่างเต็มศักยภาพ และเสถียรภาพของราคา โดยจะทำการตัดสินใจอย่างระมัดระวัง อย่างไร้อคติ และปลอดจากปัจจัยทางการเมือง