ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 25, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 20 พ.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เก็งกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัวในกรอบ หากราคาไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านโซน  1,752-1,765 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ เสี่ยงเปิดสถานะขายเพื่อลงทุนระยะสั้น โดยทยอยปิดสถานะขายทำกำไรหากราคาอ่อนตัวลงไม่หลุดบริเวณแนวรับ 1,731-1,724 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,724 1,709 1,690 แนวต้าน : 1,751 1,765 1,779

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 15.05 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย  ได้แก่  (1.) การปรับตัวลดลงของสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดสหรัฐ  หลังจากเว็บไซต์ข่าวด้านสุขภาพของสหรัฐชี้  ข้อมูลของ Moderna เกี่ยวกับการทดลองทางคลินิกขั้นต้นของวัคซีนต้านไวรัสCOVID-19 ไม่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญต่อการประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนสะท้อนแนวโน้มวัคซีนต้าน COVID-19 ยังไม่แน่นอนจึงกระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำกลับเข้ามา  (2.)การอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์จากการแข็งค่าของสกุลเงินยูโร  หลังจากฝรั่งเศสและเยอรมนีเห็นพ้องกันในการเสนอตั้งกองทุนฟื้นฟูวงเงิน 5 แสนล้านยูโรเพื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศในยุโรป และ(3.)ถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ให้ค่ำมั่นว่าเฟดพร้อมที่จะอัดฉีดสภาพคล่องเพื่อพยุงเศรษฐกิจสหรัฐ ส่วนนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ระบุว่า กระทรวงการคลังพร้อมรับการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นจากปล่อยเงินกู้ฉุกเฉินให้แก่ภาคธุรกิจสหรัฐ  ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าทั้งเฟดและคองเกรสพร้อมจะดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจากพิษ COVID-19  ปัจจัยที่กล่าวมาหนุนให้ราคาทองคำฟื้นตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดบริเวณ 1,724 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระหว่างวัน  จนกระทั่งปิดตลาดวานนี้ที่ระดับ 1,746 ดอลลาร์ต่อออนซ์  สำหรับวันนี้ติดตามผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ของไทย และการเปิดเผย FOMC Meeting Minutes ประจำวันที่ 28-29 เม.ย.

จจัยทางเทคนิค :

ราคาขยับขึ้นแต่ก็มีแรงขายทำกำไรสลับออกมา ขณะที่ความผันผวนของราคาลดลงจากช่วงก่อนหน้า ซึ่งหากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือ 1,752-1,765 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ มีผลให้ราคาอาจแกว่งตัวออกด้านข้าง หรือ มีโอกาสเกิดแรงขายกลับลงมาเพื่อสะสมแรงซื้อ โดยมีแนวรับในโซน 1,731-1,724 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

รอจังหวะเปิดสถานะขาย หากราคาปรับตัวขึ้นไม่ผ่านแนวต้าน 1,752-1,765 ดอลลาร์ต่อออนซ์  (ตัดขาดทุน หากผ่าน 1,765 ดอลลาร์ต่อออนซ์ )และให้ทยอยทำกำไรโดยเข้าซื้อคืนหากราคาอ่อนตัวลงไปทดสอบบริเวณแนวรับโซน 1,731-1,724 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) สื่อสหรัฐเผยผลทดลองวัคซีนของ”Moderna”ไม่ชัดเจนพอที่จะประเมินประสิทธิภาพต้านโควิด-19  Stat News ซึ่งเป็นเว็บไซต์ข่าวด้านสุขภาพของสหรัฐ รายงานโดยอ้างความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพว่า ข้อมูลของบริษัท Moderna เกี่ยวกับการทดลองทางคลินิกขั้นต้นในการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ให้กับผู้เข้าร่วมทดลอง 45 รายนั้น ไม่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญต่อการประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนดังกล่าว  Stat News รายงานความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพว่า Moderna ซึ่งเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพของสหรัฐ ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลที่เพียงพอซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินประสิทธิภาพของวัคซีน mRNA-1273 และผลการทดลองวัคซีนที่ใช้กับอาสาสมัครทั้ง 45 รายที่เข้าร่วมในการทดลอง
  • (+) สหรัฐเผยตัวเลขเริ่มต้นสร้างบ้านต่ำสุด 5 ปีจากพิษโควิด  ระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านดิ่งลง 30.2% ในเดือนเม.ย. สู่ระดับ 891,000 ยูนิต จากระดับ 1.276 ล้านยูนิตในเดือนมี.ค. ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านดังกล่าวแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2558 โดยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านจะลดลงสู่ระดับ 927,000 ยูนิตในเดือนเม.ย.
  • (+) ดาวโจนส์ปิดร่วง 390.51 จุด หลังสื่อสหรัฐกังขาวัคซีนของ”Moderna”  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเกือบ 400 จุดเมื่อคืนนี้ (19 พ.ค.) หลังจาก Stat News ซึ่งเป็นเว็บไซต์ข่าวด้านสุขภาพของสหรัฐรายงานว่า ผลทดลองวัคซีนของบริษัท Moderna ยังไม่ชัดเจนพอที่จะประเมินประสิทธิภาพในการต้านไวรัสโควิด-19 ซึ่งข่าวดังกล่าวได้ฉุดราคาหุ้น Moderna ทรุดตัวลงกว่า 10% และยังทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของแนวโน้มวัคซีนต้านเชื้อไวรัสโควิด-19 ดัชนีดาวโจน์ปิดที่ 24,206.86 จุด ร่วงลง 390.51 จุด หรือ -1.59% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,922.94 จุด ลดลง 30.97 จุด หรือ -1.05% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 9,185.10 จุด ลดลง 49.73 จุด หรือ-0.54%
  • (+) ยูโรแข็งค่าเทียบดอลล์ รับข่าวฝรั่งเศส-เยอรมนีเสนอตั้งกองทุนฟื้นฟู 5 แสนล้านยูโร  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (19 พ.ค.) ขานรับรายงานข่าวที่ว่า ฝรั่งเศสและเยอรมนีเสนอตั้งกองทุนฟื้นฟูวงเงิน 5 แสนล้านยูโร  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.0945 ดอลลาร์ จากระดับ 1.0913 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2281 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2194 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.6567 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6515 ดอลลาร์สหรัฐ  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 107.72 เยน จากระดับ 107.40 เยน
  • (+) สนง.งบประมาณชี้เศรษฐกิจสหรัฐจะไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่จนถึงหลังปี 2021  เมื่อวานนี้สำนักงานงบประมาณของสภาคองเกรส (CBO) สหรัฐระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐอาจฟื้นตัวอย่างมากในไตรมาส 3 หลังทรุดอย่างหนักจากโควิด-19 แต่จะไม่ฟื้นคืนความสูญเสียทั้งหมดจนกว่าจะผ่านพ้นปีหน้า  ในคาดการณ์เศรษฐกิจฉบับล่าสุด CBO คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวที่ 37.7% ตามอัตรารายปีในไตรมาส 2 แต่จะขยายตัวที่ระดับ 21.5% ในเดือนก.ค.-ก.ย.  แม้กระนั้นก็ตาม ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐจะไม่หวนคืนสู่ระดับสูงสุดจากต้นปีนี้ภายในช่วงเวลาคาดการณ์ ซึ่งดำเนินไปถึงสิ้นปี 2021
  • (+) คองเกรสกดดัน”พาวเวล-มนูชิน”เร่งปล่อยเงินกู้ฉุกเฉินแก่ภาคธุรกิจสหรัฐ  นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ได้เข้าให้การต่อสภาคองเกรสในวันนี้ เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับมาตรการของเฟดและของรัฐบาลในการรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการดังกล่าวได้กดดันให้เฟดและกระทรวงการคลังเร่งปล่อยเงินกู้ฉุกเฉินให้แก่ภาคธุรกิจสหรัฐ  นายพาวเวลกล่าวว่า เฟดจะเปิดตัวโครงการเงินกู้ดังกล่าวภายในปลายเดือนนี้ หรือต้นเดือนหน้า และหลังจากนั้นไม่นาน ก็จะมีการระบายเม็ดเงินเข้าสู่ตลาด  ขณะเดียวกัน ต่อการแสดงความกังวลของสภาคองเกรสที่ว่า เฟดและกระทรวงการคลังดำเนินโครงการเงินกู้อย่างล่าช้า เนื่องจากวิตกเกี่ยวกับภาวะขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นนั้น นายมนูชินกล่าวว่า กระทรวงการคลังพร้อมรับการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการดังกล่าว  ส่วนนายพาวเวลย้ำว่าเฟดพร้อมที่จะอัดฉีดสภาพคล่องเพื่อพยุงเศรษฐกิจสหรัฐ และเขากำลังจับตาความเสียหายในระยะยาวที่อาจเกิดขึ้น และหากเกิดการล้มละลายจำนวนมาก เฟดและสภาคองเกรสก็อาจจำเป็นที่จะต้องออกมาตรการครั้งใหม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ