ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 19, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 20 ธ.ค.62(ภาคบ่าย) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,468 1,461 1,453

แนวต้าน : 1,487 1,495 1,504

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป  นายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐระบุว่า สหรัฐและจีนจะลงนามข้อตกลงการค้าระยะที่ 1 โดยเสริมว่า ข้อตกลงได้เสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์แล้วและอยู่ภายใต้การ “ขัดเกลา” ทางเทคนิค ทางด้าน นายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐระบุว่า เขาคาดว่าข้อตกลง 86 หน้าจะได้รับการลงนามจากนายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีจีน ที่จะเดินทางเยือนกรุงวอชิงตันเพื่อลงนามข้อตกลงการค้าระยะที่ 1 ในช่วงต้นเดือนม.ค. ซึ่งส่งผลลบต่อราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำอ่อนตัวลงไม่มาก เนื่องจากนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียงของจีนกล่าวว่า เศรษฐกิจของจีนอาจจะเผชิญแรงกดดันช่วงขาลงในปี 2020 มากกว่าในปี 2019 การพัฒนาเศรษฐกิจของจีนอาจจะเผชิญแรงกดดันช่วงขาลงมากขึ้น และอาจจะเผชิญสถานการณ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น  ประกอบกับ การซื้อ-ขายในตลาดทองคำค่อนข้างเบาบาง เนื่องจากนักลงทุนเริ่มชะลอการซื้อ-ขาย ก่อนเข้าช่วงเทศกาล Christmas Day แนะนำให้ใช้กลยุทธ์เข้าซื้อขายเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นเป็นหลัก นักลงทุนที่สะสมทองคำไว้ให้ดูว่าราคาจะผ่านแนวต้านบริเวณ 1,482-1,487 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้หรือไม่ หากไม่สามารถผ่านไปได้ แนะนำให้ลดการถือครองทองคำลงเพื่อควบคุมความเสี่ยง และหากราคาทองคำมีการปรับตัวลดลงมาไม่หลุดแนวรับ นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สามารถซื้อเก็งกำไรระยะสั้น ทั้งนี้ ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,472-1,468 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากความเสี่ยงได้น้อยอาจชะลอการลงทุนไปก่อน

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: หากราคาทองคำขึ้นทดสอบบริเวณแนวต้านและยังไม่สามารถยืนเหนือโซน 1,482-1,487 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก็ยังมีโอกาสเกิดแรงขายทำให้ราคาอ่อนตัวลงทดสอบแนวรับ 1,472-1,468 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากหลุดต่ำกว่าแนวรับดังกล่าวราคาทองคำอาจย่อลงมาที่แนวรับถัดไปบริเวณ 1,461 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position ทยอยขายทำกำไรตามบริเวณแนวต้าน 1,482-1,487 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยให้ลดสถานะลง เพื่อลดความเสี่ยง โดยอาจรอเปิดสถานะซื้อหากราคาสามารถสร้างฐานเหนือบริเวณ 1,472-1,468 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Short Position ให้ปิดสถานะทำกำไร เมื่อราคาทองคำย่อตัวลงสู่แนวรับช่วง 1,472-1,468 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้าราคายืนไม่อยู่ ให้ชะลอการปิดสถานะไปที่แนวรับ 1,461 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Open New นักลงทุนสามารถเข้าซื้อเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นบริเวณแนวรับ 1,472-1,468 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุน 1,461 ดอลลาร์ต่อออนซ์) ในขณะที่ผู้ที่มีทองคำ แนะนำให้หาจังหวะขายทองคำที่ถืออยู่หากราคาดีดตัวไม่ผ่านแนวต้าน 1,482-1,487 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) “มอร์แกน สแตนลีย์” เผย 10 ปัจจัยเสี่ยงที่ตลาดต้องจับตาปีหน้า มอร์แกน สแตนลีย์ วาณิชธนกิจของสหรัฐที่ให้บริการทางการเงินระดับโลก ได้เปิดเผยปัจจัยเสี่ยง 10 ประการที่ตลาดควรจับตาในปีหน้า โดยมีทั้งปัจจัยเสี่ยงทางการเมือง เศรษฐกิจ การค้า ไปจนถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ ทั้ง AI และการตัดต่อยีน รายงานของมอร์แกน สแตนลีย์ระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ควรจับตามากที่สุด 5 ประการแรกนั้น ได้แก่ อิทธิพลในการเป็นผู้นำของประเทศกลุ่มประชาธิปไตย การถือกำเนิดของกลุ่มการค้าที่ต่อสู้ระหว่างกันเอง ความเคลื่อนไหวทางการเมืองและเศรษฐกิจจีน ความไม่แน่นอนในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของยุโรป นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกที่น่าจับตาไม่แพ้กัน เช่น กระแสประชานิยม ความไม่เสมอภาค ประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้น ตลอดจนปัญหาเงินฝืดของญี่ปุ่น เทคโนโลยี AI ความเคลื่อนไหวของอิหร่าน และการตัดต่อทางพันธุกรรม
  • (-) GfK เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเยอรมันอ่อนแอลงขณะเข้าสู่ม.ค. ผลสำรวจแสดงในวันนี้ว่า ความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้บริโภคชาวเยอรมันปรับตัวลงอย่างไม่คาดคิดในขณะเข้าสู่เดือนม.ค. ซึ่งบ่งชี้ว่า การใช้จ่ายภาคครัวเรือนในเยอรมนีอาจอ่อนแอลงในช่วงต้นปีหน้า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เผยแพร่โดยสถาบัน GfK และอิงตามผลสำรวจชาวเยอรมัน 2,000 คน ลดลงสู่ 9.6 จาก 9.7 ในเดือนธ.ค. ผลสำรวจของนักวิเคราะห์คาดการณ์ถึงการปรับขึ้นสู่ 9.8 การใช้จ่ายภาคครัวเรือนเป็นปัจจัยขับเคลื่อนต่อเนื่องที่เชื่อถือได้สำหรับการเติบโตในเยอรมนีโดยได้แรงหนุนจากการจ้างงานในระดับสูงเป็นประวัติการณ์, การปรับขึ้นของค่าจ้าง และอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ ซึ่งช่วยบรรเทาปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการค้า
  • (-) หุ้นจีนปรับขึ้นรายสัปดาห์เป็นสัปดาห์ที่ 3 จากข้อตกลงการค้าจีน-สหรัฐ หุ้นจีนอ่อนตัวลงในวันนี้ แต่ปรับขึ้นรายสัปดาห์ติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 3 จากความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างสหรัฐและจีนหลังจากที่ทั้ง 2 ประเทศบรรลุข้อตกลงการค้าขั้นต้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว   สัปดาห์นี้ ดัชนี CSI300 ปรับขึ้น 1.2% ขณะที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปรับขึ้น 1.23% เมื่อวานนี้นายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐระบุว่า สหรัฐและจีนจะลงนามข้อตกลงการค้าระยะที่ 1 ในช่วงต้นเดือนม.ค. โดยเสริมว่า ข้อตกลงได้เสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์แล้วและอยู่ภายใต้การ “ขัดเกลา” ทางเทคนิค  ในปีนี้ ดัชนีหุ้นเซี่ยงไฮ้พุ่งขึ้น 21% ขณะที่ดัชนีหุ้นเอชของจีนปรับขึ้น 8.5% หุ้นเซี่ยงไฮ้ดีดขึ้น 5% ในเดือนนี้
  • (+/-)  นักวิเคราะห์ชี้ตลาดหุ้นไม่ใส่ใจการถอดถอน“ทรัมป์”เพราะเชื่อวุฒิสภามีมติสวนทาง นักกลยุทธ์ระบุว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่า วุฒิสภาสหรัฐ ซึ่งควบคุมโดยพรรครีพับลิกันจะตัดสินว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐไม่มีความผิด หลังการมีมติถอดถอนเขาโดยสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐในวันพุธ หุ้นสามารถปรับขึ้น 5% นับตั้งแต่ที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติครั้งแรกในวันที่ 31 ต.ค.ให้ดำเนินกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีสหรัฐ เพราะนักลงทุนไม่กังวลว่า เขาจะถูกถอดออกจากตำแหน่ง การถอดถอนดังกล่าวอาจจะไม่ส่งผลกระทบเชิงลบใดๆต่อนโยบายการคลังหรือการเงิน โดยนักลงทุนมุ่งความสนใจไปที่ความคืบหน้าเชิงบวกเมื่อไม่นานมานี้ เช่น ข้อตกลงการค้าจีนซึ่งอาจจะช่วยยับยั้งความตึงเครียดต่อเศรษฐกิจและผลประกอบการ “ปธน.ทรัมป์ต้องการชัยชนะ เราได้การสนับสนุนจากทั้ง 2 พรรคสำหรับข้อตกลงนาฟต้าฉบับใหม่ เราได้ข้อตกลงกับจีน และเราได้งบประมาณ เขาได้ชัยชนะทั้งหมดนี้ขณะที่เขาอยู่ภายใต้การถอดถอน” นายแดเนียล คลิฟตัน หัวหน้าฝ่ายวิจัยนโยบายของบริษัท Strategas กล่าว
  • (+/-) สื่อเผย”สี จิ้นผิง”อาจไม่เข้าร่วมประชุม WEF ปีหน้า ดับความหวังประชุมซัมมิตกับ”ทรัมป์” สื่อต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง อาจจะไม่เข้าร่วมการประชุมเวิลด์ อิโคโนมิก ฟอรั่ม (WEF) ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ในปีหน้า ซึ่งหากเป็นไปตามข่าวดังกล่าว ก็ถือเป็นการปิดโอกาสที่ปธน.สี จิ้นผิง จะได้ประชุมซัมมิตแบบตัวต่อตัวกับปธน.โดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ อย่างไรก็ดี กระทรวงการต่างประเทศจีนปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นเกี่ยวกับรายงานข่าวดังกล่าวในขณะนี้  รายงานระบุว่า ทางการจีนจะส่งนายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีจีน ไปยังสหรัฐ เพื่อลงนามในข้อตกลงทางการค้าเฟสแรกในช่วงต้นเดือนม.ค. ขณะที่นายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐระบุว่า เขาหวังว่าสหรัฐและจีนจะบรรลุข้อตกลงกันได้ในกรอบเวลาที่กำหนด  ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะเข้าร่วมการประชุม WEF ที่เมืองดาวอสในปีหน้า หลังจากที่ไม่ได้เข้าร่วมในปีนี้ เนื่องจากสหรัฐเผชิญภาวะการปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือชัตดาวน์ในช่วงเดือนม.ค.  ทั้งนี้ การประชุม WEF ในปีหน้าจะจัดขึ้นในวันที่ 21-24 ม.ค. โดยจะเป็นการประชุม WEF ครบรอบ 50 ปี และมีหัวข้อว่า “Stakeholders for a Cohesive and Sustainable World”