วิเคราะห์ราคาทองคำ 2 ส.ค.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ

อาจรอเปิดสถานะซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลงมาใกล้ 1,422 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากหลุด 1,411 ดอลลาร์ต่อออนซ์) หรือหากรับความเสี่ยงได้ไม่มากอาจเลือกชะลอการเปิดสถานะขายออกไป

แนวรับ : 1,422 1,411 1,400  แนวต้าน : 1,439 1,453 1,466

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดทะยานขึ้น  31.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์  แม้ในระหว่างวันราคาทองคำจะร่วงลงทดสอบ 1,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์จากการแข็งค่าแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 ปีของสกุลเงินดอลลาร์  หลังในการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)ที่เพิ่งเสร็จสิ้นไป  นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ไม่ได้ส่งสัญญาณว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในอนาคต  อย่างไรก็ดีสถานการณ์ในตลาดเริ่มเปลี่ยนไปและราคาทองคำปรับตัวขึ้นในเวลาต่อมา  หลัง ISM และ มาร์กิต เปิดเผยว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐร่วงลงในเดือนก.ค. ซึ่งช่วยปลุกกระแสคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกในเดือนหน้าขึ้นมาอีกครั้ง  ไม่เพียงเท่านั้น  ราคาทองคำยังทะยานขึ้นต่อ  จากทวีตของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่ระบุว่า “สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นอีก 10% ต่อสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ก.ย.”  ซึ่งทวีตของปธน.ทรัมป์กดดันสกุลเงินดอลลาร์ให้กลับมาอ่อนค่า  พร้อมๆกับกระตุ้นแรงเทขายในตลาดหุ้นสหรัฐ  ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนให้ราคาทองคำทะยานขึ้นกว่า 2% และปรับตัวขึ้นต่อให้ช่วงเช้าวันนี้ในตลาดเอเชียขึ้นไปแตะระดับสูงสุดบริเวณ 1,449.30  ดอลลาร์ต่อออนซ์  ด้านกองทุน SPDR  เพิ่มการถือครองทองคำ +4.40 ตัน  สำหรับวันนี้จับตาการเปิดเผยรายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมง, ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และอัตราการว่างงานของสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

แม้จะมีแรงซื้อให้ราคาดีดตัวขึ้นอย่างมากแต่ยังคงเห็นแรงขายกดดันเมื่อราคาปรับตัวขึ้นเข้าใกล้กรอบแนวต้านด้านบน ทั้งนี้  หากการดีดตัวของราคายังไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านระดับ 1,439 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ อาจทำให้เกิดแรงขายกดดันให้ปรับตัวลงสู่ระดับ 1,422 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เบื้องต้นประเมินการเคลื่อนไหวของราคาในแบบของการแกว่งตัวเพื่อสะสมแรงซื้อหากยืนได้จะเกิดการดีดตัวขึ้นต่อ

กลยุทธ์การลงทุน :

ถ้าราคาเกิดการอ่อนตัวลงมาอาจเปิดสถานะซื้อใหม่หากราคาทองคำไม่หลุด 1,422-1,411 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ตามลดพอร์ตการลงทุนหากราคาหลุด 1,411ดอลลาร์ต่อออนซ์  สำหรับผู้ถือสถานะซื้ออาจปิดสถานะทำกำไรในบริเวณ 1,439-1,453 ดอลลาร์ต่อออนซ์หากราคายังยืนได้ไม่แข็งแกร่ง

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดาวโจนส์ปิดร่วง 280.85 จุด หลัง”ทรัมป์”ขู่รีดภาษีจีนอีก 3 แสนล้านดอลล์  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (1 ส.ค.) หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นอีก 3 แสนล้านดอลลาร์ โดยความวิตกกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าที่ยืดเยื้อระหว่างสหรัฐและจีนได้ฉุดหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมซึ่งเป็นหุ้นที่มีความอ่อนไหวต่อประเด็นการค้าระหว่างประเทศ ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงหลังจากราคาน้ำมันดิบ WTI ร่วงลงเกือบ 8%  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,583.42 จุด ร่วงลง 280.85 จุด หรือ -1.05% ขณะดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,953.56 จุด ลดลง 26.82 จุด หรือ -0.90% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,111.12 จุด ลดลง 64.30 จุด หรือ -0.79%
  • (+) “ทรัมป์”ขู่รีดภาษีเพิ่มอีก 10% ต่อสินค้าจีนวงเงิน 3 แสนล้านดอลลาร์ มีผล 1 ก.ย.  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ทวีตข้อความในวันนี้ ระบุว่า สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นอีก 10% ต่อสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ก.ย.  “เจ้าหน้าที่ของเราเพิ่งกลับมาจากจีน หลังจากที่ได้เจรจาอย่างสร้างสรรค์เพื่อทำข้อตกลงการค้าในอนาคต เราคิดว่าเราสามารถทำข้อตกลงการค้ากับจีนได้เมื่อ 3 เดือนก่อน แต่เป็นที่น่าเสียใจที่ว่า จีนได้ตัดสินใจที่จะทำการเจรจาใหม่ ก่อนที่จะมีการลงนาม และเมื่อไม่นานมานี้ จีนตกลงที่จะซื้อสินค้าเกษตรจำนวนมากจากสหรัฐ แต่ก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น นอกจากนี้ ท่านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้พูดว่า เขาจะยุติการจำหน่ายยา Fentanyl ให้แก่สหรัฐ แต่สิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ทำให้ชาวอเมริกันจำนวนมากยังคงล้มตาย”  “การเจรจาการค้าจะยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งในระหว่างการเจรจา สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นอีก 10% ต่อสินค้านำเข้าจากจีนที่เหลืออีกมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ก.ย. และนี่จะไม่รวมสินค้าวงเงิน 2.5 แสนล้านดอลลาร์ซึ่งถูกเรียกเก็บภาษี 25% ก่อนหน้านี้”
  • (+) ข้อมูลศก.ซบฉุดดอลล์อ่อนค่า ขณะปอนด์ร่วงหลังผู้ว่า BoE เตือนความเสี่ยง Brexit  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (1 ส.ค.) หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ซบเซา ขณะที่เงินปอนด์ร่วงลงหลังจากผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ส่งสัญญาณเตือนถึงผลกระทบของการที่อังกฤษอาจแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) โดยไม่มีการทำข้อตกลง  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 107.35 เยน จากระดับ 108.77 เยน เงินปอนด์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.2146 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2162 ดอลลาร์ ขณะที่ยูโรอ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.1081 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1085 ดอลลาร์
  • (+) สหรัฐเผยจำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานเพิ่มขึ้นมากกว่าคาดในสัปดาห์ที่แล้ว  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้น 8,000 ราย สู่ระดับ 215,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว โดยสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดที่ระดับ 214,000 ราย
  • (+) ISM เผยดัชนีภาคการผลิตสหรัฐปรับตัวลงในเดือนก.ค. สอดคล้อง”มาร์กิต”  ผลสำรวจของสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) ระบุว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐลดลงสู่ระดับ 51.2 ในเดือนก.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค.2559 จากระดับ 51.7 ในเดือนมิ.ย. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 52.0  ทางด้านไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนี PMI ภาคการผลิตของสหรัฐ ปรับตัวลงสู่ระดับ 50.4 ในเดือนก.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.2552 จากระดับ 50.6 ในเดือนมิ.ย.
  • (+) นักลงทุนเพิ่มคาดการณ์เฟดหั่นดอกเบี้ยเดือนหน้า หลังเผยตัวเลขภาคการผลิตซบ  ตลาดการเงินเพิ่มคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า หลังการเปิดเผยตัวเลขภาคการผลิตของสหรัฐที่ซบเซา  ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่า มีโอกาส 61.2% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมนโยบายการเงินในเดือนก.ย. จากเดิมที่คาดว่ามีแนวโน้มเพียง 51%