ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 25, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 2 มี.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เนื่องจากราคามีการเหวี่ยงตัวค่อนข้างมา จึงเน้นการลงทุนระยะสั้นและไม่ควรถือสถานะข้ามวัน หากราคาไม่ผ่านแนวต้าน 1,612-1,624 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจเห็นการอ่อนตัวลงระยะสั้น รอเสี่ยงเปิดสถานะซื้อในบริเวณ 1,585-1,574 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,585 1,574 1,562 แนวต้าน : 1,612 1,624 1,635

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดดิ่งลง 57.22 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ -3.5% ซึ่งเป็นการดิ่งลงภายในวันเดียวที่มากสุดในรอบเกือบ 7 ปี  แม้ว่าดอลลาร์จะอ่อนค่าจากการคาดการณ์ถึงโอกาส 100%เต็มว่า  ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 17-18 มี.ค.นี้  ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลงในวันศุกร์เป็นวันที่ 7 ติดต่อกัน  และร่วงลงในรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินโลกในปี 2008 จากความวิตกว่า การแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของ Covid-19 จะกระทบเศรษฐกิจโลกมากยิ่งขึ้น  อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำไม่ได้ปรับตัวขึ้นจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์และการปรับตัวลงของสินทรัพย์เสี่ยงดังเช่นเวลาปกติ  แต่กลับดิ่งลงแรงจากแรงขายทางเทคนิคหลังราคาทองคำหลุดแนวรับสำคัญ  ประกอบกับนักลงทุนและเทรดเดอร์จำนวนมากเผชิญกับการถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม (Margin call) จึงเกิดแรงขายทำกำไรในตลาดทองคำเพื่อนำเงินไปเติมเงินหลักประกัน  รวมถึงชดเชยผลขาดทุนหลังจากตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งลงแรง  นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาทองคำดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดบริเวณ  1,562.61 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระหว่างการซื้อขายของวันศุกร์  เช้านี้!! ทองดีดกลับมาทดสอบเหนือ 1,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์  หลังมีรายงานพบผู้ติดเชื้อรายแรกในรัฐนิวยอร์ก ประกอบดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการของจีนหดตัวลงแรงแตะ Record Low สะท้อนการระบาด Covid-19 กระทบเศรษฐกิจจีน  ส่งผลให้เช้านี้เกิดแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเข้ามาหนุนราคา  สำหรับวันนี้  ติดตามการเปิดเผยดัชนี PMI ภาคการผลิตของสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

ราคาทองคำแกว่งตัวผันผวน  หากไม่สามารถ break out  ผ่านแนวต้านบริเวณ 1,612 ดอลลาร์ต่อออนซ์ขึ้นไปได้  อาจเกิดแรงขายทำกำไรระยะสั้นให้ราคาอ่อนตัวลงมา เบื้องต้นประเมินว่าแนวรับระยะสั้นอยู่ที่บริเวณ 1,585 ดอลลาร์ต่อออนซ์  หากราคายืน ระดับนี้ได้จึงจะมีแรงดีดกลับไปทดสอบแนวต้านด้านบนโซน 1,612-1,624 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

เสี่ยงเปิดสถานะซื้อเพื่อทำกำไรระยะสั้นหากราคาอ่อนตัวลงมาในโซน 1,585-1,574 ดอลลาร์ต่อออนซ์ พร้อมลดการลงทุนหากราคาหลุด 1,562 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้ อาจพิจารณาแบ่งทองคำออกขายทำกำไรบางส่วนหากราคาทองคำไม่ผ่านแนวต้านที่  1,612-1,624 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • ,ฟรังก์สวิส เหตุนลท.แห่ซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยจากวิตกโควิด-19  ท่ามกลางความวิตกว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) จะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.39% สู่ระดับ 98.1327 ในการซื้อขายเมื่อคืนนี้  ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 107.85 เยน จากระดับ 109.95 เยน และอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9656 ฟรังก์ จากระดับ 0.9699 ฟรังก์ แต่ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3402 ดอลลาร์แคนดา จากระดับ 1.3365 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1027 ดอลลาร์ จากระดับ 1.0986 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.2792 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2892 ดอลลาร์
  •  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (28 ก.พ.) โดยปรับตัวลงเป็นวันที่ 7 ติดต่อกัน และร่วงลงรายสัปดาห์รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินโลกในปี 2551 เนื่องจากนักลงทุนยังคงเทขายหุ้นออกมาจากความวิตกที่เพิ่มขึ้นว่า การแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) อาจฉุดเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย และส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 25,409.36 จุด ร่วง 357.28 จุด หรือ -1.39% และดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,954.22 จุด ลดลง 24.54 จุด หรือ -0.82% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,567.37 จุด เพิ่มขึ้น 0.89 จุด หรือ +0.01%  ในรอบสัปดาห์นี้ ดัชนีดาวโจนส์ ร่วง 12.4%, ดัชนี S&P500 ร่วง 11.5% และดัชนี Nasdaq ร่วง 10.5% โดยดัชนีดาวโจนส์ และดัชนี Nasdaq ดิ่งลงเป็นเปอร์เซนต์รุนแรงที่สุดในสัปดาห์นี้นับตั้งแต่เดือนต.ค. 2551 
  • PCE เพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนม.ค.  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนม.ค. เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนธ.ค.  ดัชนี PCE ได้รับแรงกดดันจากการชะลอตัวของราคาพลังงาน แม้ว่าราคาอาหารดีดตัวขึ้น  เมื่อเทียบรายปี ดัชนี PCE เพิ่มขึ้น 1.7% ในเดือนม.ค. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค.2561
  •  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนม.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.3% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนธ.ค.  การใช้จ่ายของผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่อบอุ่น ส่งผลให้คำสั่งซื้อเสื้อผ้าลดลง  นอกจากนี้ รายได้ส่วนบุคคลพุ่งขึ้น 0.6% ในเดือนม.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนธ.ค.
  •  FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในการประชุมเดือนหน้า เพื่อลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  ทั้งนี้ นักลงทุนคาดการณ์ว่า เฟดมีแนวโน้ม 100% ที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25-0.50% ในการประชุมวันที่ 17-18 มี.ค. โดยมีแนวโน้ม 58.3% ที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% จากระดับ 1.50-1.75% สู่ระดับ 1.00-1.25% และมีแนวโน้ม 41.7% ที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1.25-1.50%  นอกจากนี้ นักลงทุนยังคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ของปีนี้ในเดือนมิ.ย. และครั้งที่ 3 ในเดือนก.ย.
  •  กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐยืนยันว่า พบผู้เสียชีวิตจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) รายแรกในสหรัฐ โดยระบุว่าเป็นเพศชาย อยู่ในช่วงอายุ 50 ปี จากรัฐวอชิงตัน โดยตรวจพบอาการเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา  นายโรเบิร์ต เรดฟิลด์ ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐ (CDC) เปิดเผยว่า ไม่พบหลักฐานว่าผู้ป่วยมีประวัติการสัมผัสกับผู้ติดเชื้ออย่างใกล้ชิด หรือมีประวัติการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง โดยเชื่อว่าผู้ป่วยได้รับเชื้อผ่านการแพร่ระบาดในชุมชน (community spread)