ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 27, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 2 มิ.ย.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เก็งกำไรระยะสั้นฝั่งซื้อโดยมีแนวรับบริเวณ 1,728-1,726 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากราคาขยับขึ้นควรแบ่งขายทำกำไรบางส่วนหากราคาทองคำไม่ผ่านโซน 1,743 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้าผ่านได้สามารถถือต่อเพื่อรอทำกำไรที่โซนแนวต้าน 1,754 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,ึ726 1,712 1,700 แนวต้าน : 1,743 1,754 1,765

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น  7.10 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยได้รับแรงหนุนจากเหตุจลาจลเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับนายจอร์จ ฟลอยด์ในสหรัฐที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง  หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ เผยว่า  รัฐบาลกลางจำเป็นต้องเข้าคุมสถานการณ์  โดยยืนยันจะส่งกองกำลังทหารติดอาวุธจำนวนหลายพันคนเข้ายุติการจลาจล และการปล้นสะดมที่เกิดขึ้นในขณะนี้  ขณะที่วานนี้  ตำรวจได้ยิงก๊าซน้ำตาและกระสุนยางเพื่อสลายการชุมนุมของผู้ประท้วงที่สันติใกล้ทำเนียบขาว  สถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดความวิตกว่า  การเปิดเศรษฐกิจในพื้นที่ที่มีการประท้วงรุนแรงจะต้องถูกชะลอออกไป  นอกจากนี้การรวมตัวกันของคนหมู่มากอาจสร้างความเสี่ยงในการติดเชื้อ COVID-19 อีกด้วย  ทางด้านความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐยังคงดำเนินต่อไปเช่นกัน  ล่าสุด Bloomberg รายงานว่าจีนได้สั่งการให้บริษัทขนาดใหญ่ของรัฐบาล “ระงับ” การซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐรวมถึงถั่วเหลืองและเนื้อสุกร  เพื่อตอบโต้การที่สหรัฐเริ่มกระบวนการยกเลิกสถานะพิเศษของฮ่องกง  ปัจจัยที่กล่าวมาช่วยกระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  แม้ในระหว่างวันจะเกิดแรงขายทำกำไรออกมาเป็นระยะ  แต่แรงซื้อยังคงหนุนให้ราคาสามารถทรงตัวอยู่ในระดับสูงได้  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองเพิ่ม +5.26 ตัน  สำหรับวันนี้ไม่มีกำหนดการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

ระหว่างวันหากราคาทองคำไม่หลุด 1,728-1,726 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะมีโอกาสดีดตัวขึ้นต่อ โดยหากยืนเหนือระดับสูงสุดของวันก่อนหน้าโซน 1,743-1,744 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้  มีโอกาสที่ราคาจะขยับขึ้นทดสอบแนวต้านโซน 1,754 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากหลุดแนวรับแรก มุมมองเชิงบวกจะลดลงโดยกรอบด้านล่างจะอยู่ที่ 1,712 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

รอเปิดสถานะซื้อเพื่อลงทุนระยะสั้น โดยใช้บริเวณ 1,728-1,726 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากหลุด 1,712 ดอลลาร์ต่อออนซ์ให้ตัดขาดทุนและชะลอการเข้าซื้อออกไป ขณะที่หากราคาดีดตัวขึ้นแนะนำทยอยแบ่งปิดสถานะทำกำไรตั้งแต่ราคา 1,743-1,754 ดอลลาร์ต่อออนซ์เพื่อรอเข้าซื้อใหม่เมื่อราคาอ่อนตัวลง

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ทรัมป์”แถลงข่าวยืนยันส่งกองกำลังทหารติดอาวุธเพื่อคุมเหตุการณ์จลาจล  ประธานาธิบดีโดนัดล์ ทรัมป์แห่งสหรัฐได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่ทำเนียบขาวในช่วงเช้าวันนี้ตามเวลาไทย โดยปธน.ทรัมป์ได้ให้คำมั่นสัญญาว่า คณะบริหารของรัฐบาลสหรัฐจะให้ความเป็นธรรมต่อนายจอร์จ ฟลอยด์ ชาวผิวสีที่ถูกตำรวจล็อกคอจนขาดอากาศหายใจและเสียชีวิต  ในระหว่างการแถลงข่าวครั้งนี้ ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า เขายืนเคียงข้างผู้ที่ประท้วงอย่างสันติ แต่การประท้วงที่เกิดขึ้นในขณะนี้เต็มไปด้วยความรุนแรง และไม่ใช่การกระทำของผู้ที่รักสันติ   ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์ได้ตำหนิรัฐบาลของรัฐต่างๆ ที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลกลางสหรัฐจึงจำเป็นต้องเข้าควบคุมสถานการณ์ เพื่อยุติความรุนแรงและการกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยรัฐบาลจะส่งกองกำลังทหารเข้าประจำการ หากเมืองและรัฐต่างๆไม่ดำเนินการใดๆ พร้อมระบุว่า รัฐบาลจะระดมทรัพยากรทั้งหมดที่มีอยู่ เพื่อยุติการจลาจลและการปล้นสะดมที่เกิดขึ้นในขณะนี้  ปธน.ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า เขากำลังส่งกองกำลังทหารติดอาวุธจำนวนหลายพันคนเพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์
  • (+) “นิวยอร์กซิตี้” ประกาศเคอร์ฟิวเพื่อคุมสถานการณ์ หลังการประท้วงทวีความรุนแรง  นายแอนดรูว์ คูโอโม ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก และนายบิล เดอ บลาซิโอ นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กซิตี้ ออกแถลงการณ์ร่วมกันว่า นิวยอร์กซิตี้จะอยู่ภายใต้สถานการณ์เคอร์ฟิวตั้งแต่คืนวันจันทร์ตามเวลาสหรัฐ เพื่อควบคุมสถานการณ์รุนแรงที่เกิดจากการประท้วง หลังจากประชาชนจำนวนมากได้ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับนายจอร์จ ฟลอยด์ ชาวผิวสีที่ถูกตำรวจล็อกคอจนขาดอากาศหายใจและเสียชีวิต  แถลงการณ์ระบุว่า ช่วงเวลาเคอร์ฟิวจะเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 23.00 น.ของวันจันทร์ตามเวลาสหรัฐ (10.00 น.ของวันอังคารตามเวลาไทย) จนถึงเวลา 05.00 ของวันอังคารตามเวลาสหรัฐ (16.00 น.ของวันพุธตามเวลาไทย)   
  • (+) WHO เตือนสหรัฐก่อม็อบต้านตำรวจ อาจสร้างความเสี่ยงติดเชื้อโควิด  พญ.มาเรีย แวน เคอร์โคฟ นักระบาดวิทยาของ WHO กล่าวว่า การชุมนุมประท้วงในสหรัฐ ท่ามกลางความไม่พอใจต่อการที่ตำรวจใช้ความรุนแรงต่อชายผิวสีคนหนึ่งจนเสียชีวิต อาจสร้างความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19  พญ.เคอร์โคฟระบุว่า การสัมผัสอย่างใกล้ชิดอาจเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19
  • (+) เงินดอลล์อ่อน เหตุนักลงทุนรุกซื้อสินทรัพย์เสี่ยง  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (1 มิ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยง เช่นสกุลเงินยูโร ท่ามกลางความหวังที่ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวขึ้นเมื่อผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.50% สู่ระดับ 97.8371 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 107.59 เยน จากระดับ 107.79 เยน และอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3577 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3777 ดอลลาร์แคนาดา แต่เมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ดอลลาร์ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 0.9617 ฟรังก์  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1132 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1102 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2493 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2327 ดอลลาร์
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 91.91 จุด รับความหวังศก.สหรัฐฟื้นตัว ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (1 มิ.ย.) โดยได้แรงหนุนจากความหวังที่ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวขึ้นเมื่อผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว นอกจากนี้ ตลาดยังขานรับรายงานดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐที่ดีดตัวขึ้นในเดือนพ.ค. โดยแรงหนุนเหล่านี้ได้ช่วยสกัดปัจจัยลบจากเหตุการณ์ประท้วงรุนแรงในสหรัฐ และความกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างสหรัฐและจีน  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 25,475.02 จุด เพิ่มขึ้น 91.91 จุด หรือ +0.36% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,055.73 จุด เพิ่มขึ้น 11.42 จุด หรือ +0.38% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 9,552.05 จุด เพิ่มขึ้น 62.18 จุด หรือ +0.66%
  • (-) สหรัฐเผยการใช้จ่ายด้านการก่อสร้างลดลง 2.9% ในเดือนเม.ย.  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างลดลง 2.9% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.2552 โดยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 หลังจากทรงตัวในเดือนมี.ค.   นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างดิ่งลง 6.5% ในเดือนเม.ย.
  • (-) ISM เผยดัชนีภาคการผลิตสหรัฐฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดรอบ 11 ปี  ผลสำรวจของสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) ระบุว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 43.1 ในเดือนพ.ค. โดยสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 43.0 จากระดับ 41.5 ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย.2552
  • (+/-) “มาร์กิต”เผยโควิด-19 ฉุดภาคการผลิตสหรัฐหดตัวเดือนที่ 3 ในพ.ค.  ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 39.8 ในเดือนพ.ค. จากระดับ 36.1 ในเดือนเม.ย.