มกราคม 25, 2021

วิเคราะห์ราคาทองคำ 2 ธ.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เน้นเก็งกำไรในกรอบ 1,787-1,835 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยเปิดสถานะซื้อเพื่อทำกำไรระยะสั้นในโซน 1,798-1,787 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากราคาหลุด) ปิดสถานะซื้อเพื่อทำกำไรหากราคาไม่ผ่านโซน 1,818-1,835 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,798 1,787 1,765  แนวต้าน : 1,818 1,835 1,847

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดทะยานขึ้น 38.10 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงหนุนหลักมาจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์  ท่ามกลางการคาดการณ์เกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการเงินและการคลังเพิ่มเติมในสหรัฐ  หลังจากนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)เตือนว่าการทะยานขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในสหรัฐเป็นสิ่งที่น่ากังวล และอาจเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้  พร้อมมองว่าการฟื้นตัวอย่างเต็มรูปแบบของเศรษฐกิจยังไม่มีแนวโน้มเกิดขึ้น  นั่นกระตุ้นการคาดการณ์ที่ว่าเฟดอาจผ่อนคลายทางการเงินมากขึ้นในการประชุมเดือรธ.ค.  นอกจากนี้สกุลเงินดอลลาร์ยังได้รับแรงกดดันเพิ่มจากความหวังเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลัง  หลังจากนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ระบุวานนี้ว่าเตรียมจะหารือกับนางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ เกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ วงเงิน 9.08 แสนล้านดอลลาร์ ตามข้อเสนอของวุฒิสภา  ประกอบกับ ISM เผยว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐปรับตัวลงเกินคาดสู่ระดับ 57.5 ในเดือนพ.ย. จึงเป็นปัจจัยกดดันสกุลเงินดอลลาร์เพิ่มเติม  ส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าลง -0.81% เมื่อคืนนี้  จนเป็นปัจจัยหลักที่หนุนให้ราคาทองคำทะยานขึ้นมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันบริเวณ 1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์และทดสอบระดับสูงสุดบริเวณ 1,817.21 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระหว่างวัน  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำลดลง -3.50 ตัน สำหรับวันนี้ติดตามการ Testimony ของนายพาวเวลล์  ประธานเฟดและนายมนูชิน  รัฐมนตรีคลังสหรัฐเป็นวันที่ 2  รวมถึงการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP และรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ Beige Book

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาปรับตัวขึ้นไม่ผ่านโซนแนวต้าน 1,818 ดอลลาร์ต่อออนซ์จะทำให้มีแรงขายกดดันให้ราคาอ่อนตัวลงเพื่อสะสมแรงซื้ออีกครั้ง  ราคาทองคำเริ่มเข้าสู่สภาวะแกว่งตัวทำการสร้างฐานราคา  ระยะสั้นหากยืนเหนือแนวรับ 1,798-1,787 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ราคามีโอกาสปรับตัวขึ้นบริเวณโซน 1,818-1,835 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

ซื้อขายทำกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัว การเปิดสถานะซื้อ อาจรอจังหวะราคาอ่อนตัวลงบริเวณ 1,798-1,787  ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากหลุด 1,787 ดอลลาร์ต่อออนซ์) สำหรับนักลงทุนที่ถือสถานะซื้ออยู่ แนะนำทยอยแบ่งปิดสถานะทำกำไรตั้งแต่ราคา 1,818-1,835 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) “มนูชิน-เพโลซี” เล็งถกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ,งบประมาณเลี่ยงชัตดาวน์  นายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวว่า เขาจะหารือกับนางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ในวันนี้ เกี่ยวกับการอนุมัติร่างกฎหมายงบประมาณ ซึ่งจะช่วยหลีกเลี่ยงการปิดหน่วยงานรัฐบาล (ชัตดาวน์)  นอกจากนี้ นายมนูชินระบุว่า เขาจะหารือเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ วงเงิน 9.08 แสนล้านดอลลาร์ ตามข้อเสนอของวุฒิสภา ซึ่งจะเยียวยาประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
  • (+) ISM เผยดัชนีภาคการผลิตสหรัฐต่ำกว่าคาดในเดือนพ.ย.  สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 57.5 ในเดือนพ.ย. จากระดับ 59.3 ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย.2561 และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 58.0
  • (+) ดอลล์อ่อน นลท.ขายสินทรัพย์ปลอดภัยหลังวัคซีนโควิดคืบหน้า  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (1 ธ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายดอลลาร์ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย และหันไปซื้อสกุลเงินที่เป็นสินทรัพย์เสี่ยง เช่นยูโรและปอนด์ หลังมีความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 และความหวังเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.61% แตะที่ 91.3154 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9006 ฟรังก์ จากระดับ 0.9065 ฟรังก์ และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2936 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2962 ดอลลาร์แคนาดา แต่เมื่อเทียบกับเงินเยน ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 104.40 เยน จากระดับ 104.33 เยน  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.2047 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1947 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3416 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3343 ดอลลาร์
  • (-) OECD ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกจากอานิสงส์วัคซีนโควิด,มาตรการกระตุ้นศก.  องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ประกาศปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้ โดยได้รับปัจจัยบวกจากความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 รวมทั้งการที่รัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกพากันออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อลดผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด-19  ทั้งนี้ OECD คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะหดตัว 4.2% ในปีนี้ ซึ่งดีกว่าที่คาดการณ์ในเดือนก.ย.ว่าจะหดตัวลง 4.5%  นอกจากนี้ OECD คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัวสู่ระดับก่อนเกิดโควิด-19 ภายในช่วงปลายปี 2564 โดยจะขยายตัวเฉลี่ย 4% ในช่วง 2 ปีข้างหน้า ขณะที่ขยายตัว 4.2% ในปี 2564 และ 3.7% ในปี 2565  OECD คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก โดยจะมีการขยายตัว 1.8% ในปีนี้, 8% ในปี 2564 และ 4.9% ในปี 2565 ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัว 3.7% ในปีนี้ ก่อนที่จะขยายตัว 3.2% ในปี 2564 และ 3.5% ในปี 2565 ขณะที่เศรษฐกิจยูโรโซนจะหดตัว 7.5% ในปีนี้ ก่อนที่จะขยายตัว 3.6% ในปี 2564 และ 3.3% ในปี 2565
  • (-) “ไฟเซอร์-BioNTech” ยื่นขออนุมัติใช้วัคซีนโควิดในยุโรปวันนี้  ไฟเซอร์ อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทยาใหญ่ที่สุดของสหรัฐ และ BioNTech ซึ่งเป็นบริษัทยาของเยอรมนี แถลงว่า ทางบริษัทได้ยื่นเรื่องต่อสำนักงานยาแห่งยุโรป (EMA) ในวันนี้ เพื่อขออนุมัติการจำหน่ายวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ของทางบริษัทเป็นกรณีฉุกเฉิน  หาก EMA ให้การอนุมัติ ก็จะส่งผลให้ไฟเซอร์สามารถใช้วัคซีนดังกล่าวในยุโรปก่อนปลายปีนี้
  • (-) สหรัฐเผยการใช้จ่ายด้านการก่อสร้างเพิ่มขึ้นมากกว่าคาดในเดือนต.ค.  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างเพิ่มขึ้น 1.3% ในเดือนต.ค. หลังจากลดลง 0.5% ในเดือนก.ย.  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างจะเพิ่มขึ้น 0.8% ในเดือนต.ค.
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 185.28 จุด รับความหวังสหรัฐออกมาตรการกระตุ้นศก.  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (1 ธ.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดทำนิวไฮ ขานรับรายงานที่ว่านายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ และนางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ จะหารือกันเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินกว่า 9 แสนล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 รวมทั้งข้อมูลภาคการผลิตที่แข็งแกร่งเกินคาดของจีน  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 29,823.92 จุด เพิ่มขึ้น 185.28 จุด หรือ +0.63% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,662.45 จุด เพิ่มขึ้น 40.82 จุด หรือ +1.13% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 12,355.11 จุด เพิ่มขึ้น 156.37 จุด หรือ +1.28%