จันทร์. พ.ย. 18th, 2019

วิเคราะห์ราคาทองคำ 2 ต.ค.62(ภาคบ่าย) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,446 1,458 1,449

แนวต้าน : 1,487 1,500 1,512

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป  ข้อมูลการผลิตอันอ่อนแอของสหรัฐจุดชนวนความกังวลเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกที่กำลังชะลอตัว ซึ่งกระตุ้นแรงเทขายในตลาดหุ้นให้ขยายวงกว้าง ทั้งนี้ ตลาดหุ้นเอเชียวันนี้ปรับตัวลง ส่วนตลาดหุ้นยุโรปเปิดตลาดวันนี้อ่อนตัวลง จากความกังวลต่อผลกระทบของสงครามการค้า นอกจากนี้ S&P Global Ratings ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ทำการวิเคราะห์แนวโน้มหนี้สินผู้ประกอบการ, ความเสี่ยง และผลประกอบการของบริษัทนอกกลุ่มการเงินขนาดกลางกว่า 20,000 แห่งทั่วโลก บ่งชี้ว่าการเติบโตด้านกำไรของผู้ประกอบการในระดับต่ำทั่วโลกเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของภาวะถดถอยของผลประกอบการและเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงรุนแรงขึ้น แนวโน้มดังกล่าว กระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ทั้งนี้ ระยะสั้นหากราคาทองคำขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,487 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นักลงทุนที่มีทองคำในมือ อาจขายบางส่วนหากราคาไม่ผ่านบริเวณแนวต้าน เพราะหากไม่สามารถผ่านไปได้อาจเห็นการย่อตัวลงไปบริเวณแนวรับ แนะนำให้รอจังหวะเข้าซื้อเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น บริเวณแนวรับ 1,464 หรือ 1,458 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ตามนักลงทุนควรมีจุดตัดขาดทุนหากราคาไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: ราคาทองคำดีดตัวกลับขึ้นไปพยายามทดสอบแนวต้าน แต่หากยังไม่สามารถยืนได้อาจเกิดการอ่อนตัวเพื่อสะสมกำลัง  และอาจทำให้ราคาปรับตัวลงซึ่งประเมินแนวรับที่ 1,464 หรือ 1,458 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาสามารถยืนได้ น่าจะมีแรงซื้อเก็งกำไรกลับเข้ามาอีกครั้ง

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position นักลงทุนควรลดความเสี่ยงโดยการปิดสถานะหากราคาทองคำดีดตัวขึ้นไม่ผ่านแนวต้านบริเวณ 1,487 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และตัดขาดทุนหากราคาทองคำได้ดิ่งลงต่ำกว่าแนวรับ 1,458 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Short Position นักลงทุนสามารถปิดสถานะหากราคาทองคำลงมาบริเวณ 1,464 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากหลุดแนวดังกล่าว ก็สามารถรอทำกำไรในแนวรับต่อไปบริเวณ 1,458 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Open New แนะนำขายทำกำไรหากราคาไม่สามารถผ่านแนวต้าน 1,487 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปได้ แต่สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้มาก แนะนำให้ซื้อเก็งกำไรจากการดีดตัว ในบริเวณแนวรับ 1,458 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุด แนะนำให้ตัดขาดทุน  สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย แนะนำให้ชะลอการลงทุนเพื่อรอดูการตั้งฐานของราคาอีกครั้ง

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) “เจพีมอร์แกน”คาดการสไตรค์ที่”GM”สร้างความเสียหายกว่า 1 พันล้านดอลลาร์  นายไรอัน บริงค์แมน นักวิเคราะห์ของเจพีมอร์แกนระบุว่า การผละงานประท้วงของพนักงานบริษัท General Motors Co (GM) ซึ่งขณะนี้อยู่ในสัปดาห์ที่ 3 อาจสร้างความเสียหายต่อผู้ผลิตรถยนต์แห่งนี้กว่า 1 พันล้านดอลลาร์  นักวิเคราะห์คาดว่า ความเสียหายจนถึงขณะนี้จะอยู่ที่ประมาณ 1.14 พันล้านดอลลาร์ โดยนายบริงค์แมนระบุว่า มีแนวโน้มว่า GM จะสามารถชดเชยกำไรที่สูญเสียไปส่วนหนึ่งด้วยการเปลี่ยนแปลงการผลิตตั้งแต่ไตรมาส 3 จนถึงไตรมาส 4 โดยประเมินว่า GM จะสูญเสียกำไรที่เป็นไปได้ 82 ล้านดอลลาร์ในอเมริกาเหนือในทุกๆวันที่การประท้วงดำเนินไป  นายบริงค์แมนระบุว่า ในสัปดาห์ที่ 2 เมื่อการประกอบของ GM ในอเมริกาเหนือถูกระงับเกือบทั้งหมด การผละงานประท้วงดังกล่าวทำให้บริษัทแห่งนี้สูญเสียกำไรที่เป็นไปได้ประมาณ 575 ล้านดอลลาร์  ในสัปดาห์แรกความสูญเสียน้อยกว่า โดยอยู่ที่ประมาณ 480 ล้านดอลาร์เมื่อพิจารณาจากการระงับการดำเนินงานเพียงบางส่วนที่สายการประกอบแคนาดาและเม็กซิโก  หุ้น GM ดิ่งลงเกือบ 4.5% นับตั้งแต่การผละงานประท้วงเปิดฉากขึ้น
  • (-) “BAML”คาดหุ้นยุโรปจะทะยานขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า  รายงานล่าสุดของ Bank of America Merrill Lynch (BAML) ระบุว่า หุ้นยุโรปอาจพุ่งขึ้น 6% ในช่วงหลายเดือนข้างหน้า  BAML คาดว่า ดัชนี STOXX 600 ของตลาดหุ้นยุโรปจะปรับขึ้นสู่ 415 จุด ภายในเดือนมี.ค.ปีหน้า ขณะนี้ดัชนี STOXX 600 อยู่ที่ 395 จุด ซึ่งปรับขึ้นกว่า 16% ในปีนี้  “ดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (PMI) ของยูโรโซนและสหรัฐอ่อนแอ สอดคล้องกับการเติบโตเชิงลบของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในทั้งสองภูมิภาค อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าแรงผลักดันการเติบโตจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า”
  • (-) ยุโรปคาดสหรัฐอาจเก็บภาษีผลิตภัณฑ์อียูในเดือนนี้หลังคำตัดสินของ WTO  นางเซซิเลีย มาล์มสตรอม คณะกรรมาธิการฝ่ายการค้าของสหภาพยุโรป (EU) กล่าวต่อสถานีโทรทัศน์ CNBC ว่า เธอเข้าใจว่า สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีครั้งใหม่ต่อผลิตภัณฑ์ของ EU ในเดือนนี้เป็นอย่างเร็ว ทันทีที่มีการเปิดเผยคำตัดสินจากคณะอนุญาโตตุลาการขององค์การการค้าโลก (WTO) เกี่ยวกับมูลค่าทั้งหมดของมาตรการตอบโต้ของสหรัฐที่ได้รับอนุญาต โดยคาดว่าจะมีการเปิดเผยคำตัดสินในวันนี้ตามเวลาท้องถิ่นเป็นอย่างเร็ว  หลังการประชุมกับรมว.การค้าจากทั่วยุโรปในบรัสเซลส์เมื่อวานนี้ นางมาล์มสตรอมยอมรับในการแถลงข่าวว่า เธอ “ไม่ได้รับการตอบกลับเชิงบวกใดๆต่อข้อเสนอของยุโรปในการหลีกเลี่ยงภาษีในทันที  สำนักงานของนายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ เปิดเผยรายการเป้าหมายที่เป็นไปได้คิดเป็นมูลค่าทั้งหมดประมาณ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนเม.ย. และคณะบริหารของปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ได้ขออนุญาตเก็บภาษี 100% ต่อผลิตภัณฑ์ยุโรปมูลค่า 1.12 หมื่นล้านดอลลาร์  คณะอนุญาโตตุลาการจะต้องตัดสินว่า จำนวนดังกล่าวอยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมและสมเหตุสมผลหรือไม่ หรือควรจะมีการปรับลดลง อย่างที่ยุโรปเรียกร้อง
  • (-) สมาคมธุรกิจค้าปลีกอังกฤษออกโรงเตือนร้านค้าเสี่ยงปิดหลายแห่ง หลังราคาสินค้าซบเซา  สมาคมผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกแห่งสหราชอาณาจักร (BRC) เปิดเผยว่า ราคาสินค้าของอังกฤษเริ่มปรับตัวลงในเดือนก.ย. เนื่องจากบรรดาผู้ค้าปลีกแข่งขันกันตัดราคา ประกอบกับผู้บริโภคมีความประหยัดมากขึ้น   รายงานระบุว่า นับเป็นเดือนที่ 4 ที่ราคาสินค้าของอังกฤษปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยราคาสินค้าเดือนก.ย.ปรับตัวลง 0.6% เมื่อเทียบรายปี  ราคาสินค้าที่ไม่ใช้อาหารปรับตัวลง 1.7% ในเดือนก.ย. ขณะที่ภาวะราคาอาหารเฟ้อ (food inflation) ปรับตัวลงแตะ 1.1%”ด้วยความที่ผู้บริโภครู้สึกไม่มั่นใจเกี่ยวกับการใช้จ่าย ผู้ค้าปลีกจึงพยายามที่จะไม่ปรับราคาสินค้าขึ้น” นายไมค์ วัตกินส์ หัวหน้าฝ่ายข้อมูลธุรกิจและการค้าปลีกของนีลเส็นกล่าว  ขณะที่เฮเลน ดิคคินสัน ประธานบริหารของ BRC เตือนว่า แม้ผู้บริโภคจะชื่นชอบสินค้าที่มีราคาประหยัด แต่การที่ราคาสินค้าต่ำเกินไปอาจสร้างแรงกดดันต่อผู้ค้าปลีกของอังกฤษได้