วิเคราะห์ราคาทองคำ 2 ก.ย.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ

เน้นซื้อ-ขายทำกำไรจากการแกว่งตัวในกรอบ โดยมีแนวรับบริเวณ 1,517-1,508 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากราคาขยับขึ้นควรแบ่งขายทำกำไรบางส่วนหากราคาทองคำไม่ผ่านโซน 1,534 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้าผ่านได้สามารถถือต่อ

แนวรับ : 1,517 1,508 1,500  แนวต้าน : 1,534 1,543 1,555

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดปรับตัวลดลง  7.16  ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์  หลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนก.ค. สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.5%  ประกอบกับค่าเงินยูโรอ่อนค่าลง  จากการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย และกลับมาทำ QE รอบใหม่ในการประชุมนโยบายการเงินประจำเดือนก.ย.นี้  ส่วนนางคริสติน ลาการ์ด ว่าที่ประธาน ECB คนต่อไป กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ECB ยังมีโอกาสลดอัตราดอกเบี้ยถ้าจำเป็น  นั่นกดดันให้ค่าเงินยูโรร่วงต่ำกว่า 1.10 ดอลลาร์ในวันศุกร์แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค.2017 จึงเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนสกุลเงินดอลลาร์จนกระตุ้นแรงขายในตลาดทองคำ  นอกจากนี้ราคาทองคำยังได้รับแรงกดดันเพิ่มจากทัศนะเชิงบวกเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ  ซึ่งหนุนสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดสหรัฐให้ฟื้นตัวขึ้นจนกดดันทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยอีกด้วย  ด้านกองทุน SPDR ลดการถือครองทองคำในวันศุกร์ -2.05 ตัน  สำหรับวันนี้ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐเนื่องจากตลาดเงิน ตลาดทุนรวมถึงตลาดทองคำนิวยอร์กจะปิดทำการเนื่องในวันแรงงานสหรัฐ(Labor Day)  ดังนั้นปริมาณการซื้อขายอาจเบาบางกว่าป

จจัยทางเทคนิค :

ระหว่างวันหากราคาทองคำไม่หลุด 1,517-1,508 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะมีโอกาสเกิดแรงดีดกลับและราคาอาจพยายามจะดีดตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ระดับ 1,534 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากไม่สามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้อาจจะเกิดแรงขายสลับออกมา

กลยุทธ์การลงทุน :

เน้นการเปิดสถานะซื้อ โดยอาจใช้บริเวณ 1,517-1,508 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากหลุดให้ชะลอการเข้าซื้อออกไป ขณะที่เมื่อราคาดีดตัวขึ้นแนะนำทยอยแบ่งปิดสถานะทำกำไรตั้งแต่ราคา 1,534-1,543 ดอลลาร์ต่อออนซ์เพื่อรอเข้าซื้อใหม่เมื่อราคาอ่อนตัว

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) สหรัฐ-จีนเดินหน้าเก็บภาษีนำเข้าสินค้าตามแผน แต่การเจรจายังอยู่ต่อไป  สหรัฐและจีนได้เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสินค้าตามแผนการเดิมแล้ววันนี้นับตั้งแต่เวลา 11.00 น. ตามเวลาไทย โดยในรอบนี้ รัฐบาลสหรัฐได้เริ่มเก็บภาษี 15% จากสินค้าจีนมูลค่าประมาณ 1.25 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึง สมาร์ทวอทช์ ทีวีจอแบน และรองเท้า ขณะที่จีนได้เริ่มเก็บภาษี 5% จากการนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐในวันนี้เช่นกัน  การเรียกเก็บภาษีวันนี้มีขึ้น หลัง USTR ระบุว่า สหรัฐจะเรียกเก็บภาษี 15% ต่อสินค้าบางส่วนที่นำเข้าจากจีนตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. ขณะที่ส่วนที่เหลือ ซึ่งรวมถึงสมาร์ทโฟน และคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก จะถูกเก็บภาษี 15% ในวันที่ 15 ธ.ค.  ขณะเดียวกัน จีนประกาศว่าจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ 5-10% รวม 5,078 รายการ มูลค่า 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยบางส่วนจะมีผลบังคับใช้ในวันนี้ และที่เหลือจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 ธ.ค. เช่นกัน
  • (+) “ทรัมป์”ทวีตเตือน GM ย้ายฐานการผลิตจากจีนกลับสู่สหรัฐ  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ทวีตข้อความโจมตีบริษัทเจเนอรัล มอเตอร์ (GM) ซึ่งมีฐานการผลิตรถยนต์ในจีน โดยปธน.ทรัมป์ตั้งคำถามว่า GM จะย้ายฐานการผลิตกลับมายังสหรัฐหรือไม่  เจเนอรัล มอเตอร์ ซึ่งเคยเป็นยักษ์ใหญ่ในเมืองดีทรอยท์ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นหนึ่งในบริษัทผลิตรถยนต์ที่เล็กที่สุดที่นั่น พวกเขาได้ย้ายโรงงานขนาดใหญ่ไปยังจีน ก่อนที่ผมจะเข้ารับตำแหน่ง โดยพวกเขาทำสิ่งนี้ แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐให้ความช่วยเหลือด้านการลดค่าใช้จ่ายให้บริษัทก็ตาม และขณะนี้พวกเขาสมควรเริ่มกลับมาสู่อเมริกาได้หรือยัง” ข้อความในทวิตเตอร์ระบุ
  • (+) สหรัฐเผยดัชนี PCE เพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนก.ค.  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนมิ.ย.  เมื่อเทียบรายปี ดัชนี PCE ดีดตัวขึ้น 1.4% ในเดือนก.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 1.3% ในเดือนมิ.ย.
  • (+) ผลสำรวจม.มิชิแกนชี้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐดิ่งลงในเดือนส.ค.  ผลสำรวจของม.มิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐร่วงลงแตะระดับ 89.8 ในเดือนส.ค. ต่ำกว่าตัวเลขเบื้องต้นที่ระดับ 92.1 และต่ำกว่าที่คาดการณ์ที่ระดับ 97.0 จากระดับ 98.4 ในเดือนก.ค.
  • (-) สหรัฐเผยการใช้จ่ายผู้บริโภคสูงกว่าคาดในเดือนก.ค.  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนก.ค. สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.5% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนมิ.ย.
  • (-) ดอลล์แข็งเทียบสกุลเงินหลัก ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐแกร่ง  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (30 ส.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ  ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ปรับตัวขึ้น 0.4% แตะที่ระดับ 98.9057 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9906 ฟรังก์ จากระดับ 0.9873 ฟรังก์ แต่ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 106.25 เยน จากระดับ 106.62 เยน  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.0978 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1052 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.2154 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2177 ดอลลาร์
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 41.03 จุด นลท.คลายวิตกการค้า,ข้อมูลศก.ไร้ทิศทาง  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (30 ส.ค.) หลังจากนักลงทุนปรับตัวรับการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ไร้ทิศทาง และคลายความกังวลเกี่ยวกับการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ก่อนที่ตลาดจะหยุดยาวในช่วงสุดสัปดาห์นี้ โดยตลาดหุ้นนิวยอร์กจะปิดทำการในวันจันทร์ เนื่องในวันแรงงานสหรัฐ  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,403.28 จุด เพิ่มขึ้น 41.03 จุด หรือ +0.16% และ ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,926.46 จุด เพิ่มขึ้น 1.88 จุด หรือ +0.06% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,962.88 จุด ลดลง 10.51 จุด หรือ -0.13%