วิเคราะห์ราคาทองคำ 19 ส.ค.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ

แนะนำติดตามการเคลื่อนไหวของราคาอย่างใกล้ชิด  โดยเน้นการเก็งกำไรในกรอบ 1,524-1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาทองคำยังคงพยายามยืนเหนือโซนแนวรับแรกได้ ทำให้ราคายังคงมีโอกาสขยับขึ้นเพื่อทดสอบแนวต้านอีกครั้ง

แนวรับ : 1,500 1,487 1,479  แนวต้าน : 1,524 1.535 1,544

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดปรับตัวลดลง  9.74  ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำเผชิญกับแรงขายหลังตลาดหุ้นสหรัฐฟื้นตัวขึ้น  จากการที่นักลงทุนบางส่วนคลายความวิตกเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย  หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของสหรัฐปรับตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี  นั่นทำให้ภาวะ inverted yield curve ระหว่างพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีและ 2 ปียุติลง  ส่งผลให้เกิดแรงซื้อคืนในสินทรัพย์เสี่ยงและกระตุ้นแรงขายทำกำไรในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ  นอกจากนี้  ราคาทองคำยังได้รับแรงกดดันเพิ่มจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับยูโร  หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการอนุญาตก่อสร้างบ้านที่เพิ่มขึ้นเกินคาดแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือนที่ระดับ 1.336 ล้านยูนิตในเดือนก.ค.  ประกอบกับเกิดการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรป(ECB)จะผ่อนคลายนโยบายการเงินในอนาคตอันใกล้นี้  หลังนาย Olli Rehn  กรรมการบริหาร (Governing Council) ของ ECB กล่าวว่า ECB อาจจะเริ่มแผนการผ่อนคลายเชิงปริมาณอีกครั้ง  และอาจขยายแผนการเข้าซื้อสินทรัพย์ไปสู่ตลาดหุ้นด้วย  ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวกดดันยูโรให้ร่วงสู่ระดับต่ำสุดรอบ 2 สัปดาห์จึงเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำเพิ่มเติม  ด้านกองทุน SPDR ลดการถือครองทองคำลง -0.88 ตัน  สำหรับวันนี้ไม่มีกำหนดการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

มีแรงขายกดดันราคาทองคำเพิ่มขึ้นแต่ราคาพยายามทรงตัว ทั้งนี้ หากราคายืนเหนือโซน 1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อาจทำให้เห็นการดีดตัวขึ้นเพื่อพยายามทดสอบแนวต้านบริเวณ 1,524-1,535 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากยังไม่สามารถขึ้นไปยืนเหนือแนวต้านแรกได้ อาจเห็นการย่อตัวของราคาลงเพื่อสร้างฐานราคาอีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

ดูบริเวณ 1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่หลุดสามารถเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้น เพื่อขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวหรือบริเวณแนวต้าน 1,524 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดควรตัดขาดทุน เพื่อรอซื้อบริเวณแนวรับถัดไปที่ 1,487-1,479 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) เฟดสาขานิวยอร์กชี้มาตรการขึ้นภาษีของสหรัฐดันราคาสินค้าและบั่นทอนผลกำไร  ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก ได้เปิดเผยรายงานว่า การปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น และยังบั่นทอนผลกำไรของกลุ่มผู้ผลิตและบริษัทด้านบริการของสหรัฐ  สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า รายงานของเฟดนิวยอร์กที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคำถามไปยัง August Empire State Manufacturing and Business Leaders Survey ระบุว่า 79% ของกลุ่มผู้ผลิต และ 60% ของบริษัทด้านการบริการมองว่า การขึ้นภาษีก่อให้เกิดต้นทุนโดยตรงและต้นทุนทางอ้อมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย  ขณะที่กลุ่มผู้ผลิต 14% และบริษัทด้านบริการ 12% มองว่า การขึ้นภาษีทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นมาก นอกจากนี้ ข้อมูลยังชี้ให้เห็นด้วยถึงผลกระทบในวงกว้างมากขึ้นจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในหมู่บริษัทด้านบริการ ซึ่งสูงกว่าผลการสำรวจเมื่อปีที่แล้ว  นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังได้ตอบคำถามที่ว่า นโยบายการค้าที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ส่งผลกระทบต่อค่าจ้าง ราคา และมาตรการอื่น ๆ ในปีนี้และปีหน้าอย่างไร โดยคำตอบที่ได้คือ กลุ่มผู้ผลิต 2 ใน 3 มองเห็นผลกระทบต่อราคา และอีก 45% มองว่า ผลกระทบเกิดขึ้นกับราคาขายทั้ง 2 ปี  ภาคกลุ่มผู้ผลิต 51% ยังมองถึงผลกระทบด้านลบที่เกิดขึ้นในปีนี้ และ 47% ที่มองว่า ผลกระทบด้านลบจะเกิดขึ้นในปีหน้า ส่วนบริษัทด้านบริการต่ำกว่า 40% มองถึงผลกระทบด้านลบในทั้ง 2 ปี
  • (+) ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐร่วงเกินคาดในเดือนส.ค. เหตุวิตกสงครามการค้า  ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวลงแตะระดับ 92.1 ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบเจ็ดเดือน โดยลดลงจากระดับ 98.4 ในเดือนก.ค. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 97.2
  • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 306.62 จุด นลท.คลายวิตกศก.ถดถอยหลังบอนด์ยิลด์ฟื้นตัว  ดัชนีดาวโจนส์ปิดปรับตัวขึ้นเมื่อวันศุกร์ (16 ส.ค.) โดยได้แรงหนุนหลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐดีดตัวขึ้น ซึ่งช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย และนักลงทุนปรับตัวรับการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างไร้ทิศทาง  ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 25,886.01 จุด พุ่งขึ้น 306.62 จุด หรือ +1.20% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,888.68 จุด เพิ่มขึ้น 41.08 จุด หรือ +1.44% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,895.99 จุด เพิ่มขึ้น 129.38 จุด หรือ +1.67%
  • (-) ดอลล์แข็งค่าเทียบเยน,ยูโร ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐแกร่ง  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (16 ส.ค.) หลังได้แรงหนุนจากการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่ง โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐเพิ่มขึ้นในเดือนก.ค. ขณะที่ยอดค้าปลีกและบริการด้านอาหารเพิ่มขึ้น 0.7% สู่ระดับ 5.235 แสนล้านดอลลาร์  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.01% สู่ระดับ 98.1554 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 106.28 เยน จากระดับ 106.12 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9783 ฟรังก์ จากระดับ 0.9769 ฟรังก์  ยูโรอ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.1095 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1106 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.2151 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2110 ดอลลาร์
  • (+/-) สหรัฐเผยตัวเลขเริ่มสร้างบ้านเดือนก.ค.ลดลงเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน ขณะการอนุญาตก่อสร้างพุ่งขึ้น  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านลดลง 4% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สู่ระดับ 1.191 ล้านยูนิต ซึ่งเป็นการปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 จากระดับ 1.241 ล้านยูนิตในเดือนมิ.ย. เนื่องจากการก่อสร้างอพาร์ทเมนท์ปรับตัวลดลง ประกอบกับผลกระทบจากพายุโซนร้อนแบร์รีที่พัดถล่มรัฐหลุยเซียน่า เมื่อช่วงกลางเดือนก.ค.  นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านจะดีดขึ้นสู่ระดับ 1.257 ล้านยูนิตในเดือนก.ค. ขณะที่ตัวเลขของเดือนมิ.ย.ถูกปรับทบทวนลงจากรายงานก่อนหน้านี้ซึ่งระบุว่าอยู่ที่ 1.253 ล้านยูนิต  ขณะเดียวกัน กระทรวงรายงานว่า การอนุญาตก่อสร้างบ้านทะยานขึ้น 8.4% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2560 มาอยู่ที่ระดับ 1.336 ล้านยูนิตในเดือน ก.ค.