ข้ามไปยังทูลบาร์
พฤศจิกายน 26, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 19 พ.ย.63(ภาคเช้า) by Gcap

Spread the love

โดย : บริษัท จีแคป จำกัด

แนะแนวทางการลงทุน
แนวรับ 1,865 – 1,858 – 1,853
แนวต้าน 1,886 – 1,906 – 1,912
ทองคำอ่อนตัวลงอีกครั้ง แรงขายทำกำไรฉุดทองปิดลบ นักลงทุนเทขายสินทรัพย์ปลอดภัย
จากปัจจัยข่าวคืบหน้าพัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัสโควิค-19 ระยะสั้นกดดันราคาให้อ่อนตัวลง
แต่อย่างไรก็ตามจำนวนผู้ป่วยยังเพิ่มมากขึ้นจะสร้างความวิตกให้ นลท. หันกลับมาถือทองคำอีกครั้ง

แนวโน้มช่วงเช้า
ดอลลาร์อ่อนค่าลงเป็นวันที่ 5 ติดต่อกัน ขณะที่นักลงทุนพากันเทขายดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัยหลังมีการเปิดเผยความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 ของบริษัทไฟเซอร์ อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทยาใหญ่ที่สุดของสหรัฐ และ BioNTech ซึ่งเป็นบริษัทยาของเยอรมนี แถลงว่า ผลการวิเคราะห์ข้อมูลในขั้นสุดท้ายบ่งชี้ว่า วัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ซึ่งทั้งสองบริษัทพัฒนาร่วมกัน มีประสิทธิภาพ 95% ในการป้องกันไวรัสโควิด-19 โดยมีผลข้างเคียงในระดับต่ำผลการทดลองในกลุ่มผู้สูงอายุ มีประสิทธิภาพมากกว่า 94% ทางบริษัทจะยื่นขออนุมัติการใช้วัคซีนดังกล่าวต่อสำนักงานอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ในอีกไม่กี่วัน ขณะที่บริษัทคาดว่าจะผลิตวัคซีนจำนวน 50 ล้านโดสในปีนี้ และ 1,300 ล้านโดสในปีหน้า

มุมมองทองคำภาคเช้า ทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบ เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากราคาทองคำปรับตัวขึ้นก่อนหน้านี้ สำนักข่าวซินหัวรายงานโดยอ้างความเห็นของนักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งว่า แนวโน้มระยะกลางของราคาทองคำยังคงแข็งแกร่ง เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นจะเป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่แนวโน้มในระยะยาวอาจซบเซา เนื่องจากความคืบหน้าในการผลิตวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานดัชนีภาคการผลิต เฟดสาขาฟิลาเดเฟีย ยอดขายบ้านมือสอง ดัชนีชี้วัดภาวะเศรษฐกิจ เป็นต้น

สรุปภาวะแลกเปลี่ยนเงินตรา
ดอลลาร์อ่อนค่าลงเป็นวันที่ 5 ติดต่อกัน ขณะที่นักลงทุนพากันเทขายดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัยหลังมีการเปิดเผยความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 ของบริษัทไฟเซอร์ อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทยาใหญ่ที่สุดของสหรัฐและ BioNTech ซึ่งเป็นบริษัทยาของเยอรมนี แถลงในวันนี้ว่า ผลการวิเคราะห์ข้อมูลในขั้นสุดท้ายบ่งชี้ว่า วัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ซึ่งทั้งสองบริษัทพัฒนาร่วมกัน มีประสิทธิภาพ 95% ในการป้องกันไวรัสโควิด-19 ไฟเซอร์ระบุว่า ผลการทดลองบ่งชี้ว่าวัคซีน BNT162b2 มีประสิทธิภาพอย่างมากในการป้องกันไวรัสโควิด-19 หลังการฉีดวัคซีนเข็มแรกเป็นเวลา 28 วัน โดยพบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพในอาสาสมัครทุกกลุ่ม แม้อยู่ในวัย เชื้อชาติ และชาติพันธุ์ที่แตกต่างกัน โดยมีผลข้างเคียงในระดับต่ำ นอกจากนี้ ผลการทดลองในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต่อโรคโควิด-19 พบว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า 94% ไฟเซอร์เปิดเผยว่า ทางบริษัทจะยื่นขออนุมัติการใช้วัคซีนดังกล่าวต่อสำนักงานอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ในอีกไม่กี่วัน ขณะที่บริษัทคาดว่าจะผลิตวัคซีนจำนวน 50 ล้านโดสในปีนี้ และ 1,300 ล้านโดสในปีหน้า