ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 24, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 19 ธ.ค.62(ภาคเช้า) by HGF

Spread the love

โดย  : บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด(HGF)

กองทุน SPDR ซื้อทองคำ 2.63 ตัน

วันนี้ติดตามการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น

ราคาทองคำคาดจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,470-1,480 ดอลลาร์

  • ราคาทองคำ Spot เมื่อวานปิดตลาดทรงตัวอย่างต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยทองคำมีปัจจัยหนุนจากนักลงทุนกังวลว่าอังกฤษอาจแยกตัวจากสหภาพยุโรป โดยไร้ข้อตกลง (No deal brexit)  เนื่องจากมีข่าวว่านายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เตรียมออกกฎหมายป้องกันไม่ให้มีการขยายเวลาช่วงเปลี่ยนผ่านของอังกฤษหลังจากแยกตัวจากสหภาพยุโรปเกินสิ้นปี 2563 แต่เงินดอลลาร์ที่แข็งค่ากดดันต่อราคาทองคำ ทางด้านกองทุน SPDR ซื้อทองคำ 2.63 ตันเมื่อวาน
  • วันนี้ติดตามการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น คาดการณ์ว่าจะผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อไป ส่วนคืนนี้สหรัฐจะประกาศดัชนีกิจกรรมการผลิตของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟียเดือนธ.ค. ตลาดคาดจะลดลงสู่ระดับ 8.1 จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ตลาดคาดจะลดลง 27,000 ราย สู่ระดับ 225,000 ราย และยอดขายบ้านมือสองเดือนพ.ย. ตลาดคาดจะลดลงสู่ระดับ 5.44 ล้านยูนิต
  • แนวโน้มราคาทองคำคาดจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,470-1,480 ดอลลาร์  โดยราคาทองคำมีแนวรับที่  1,470 ดอลลาร์ และ 1,465 ดอลลาร์ ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,480 ดอลลาร์ และ 1,486 ดอลลาร์

ราคาทองคำตลาดโลก

Close chg. Support Resistance
1,475.30 -0.70 1,470/1,465 1,480/1,486

ราคาทองคำแท่ง 96.5%

Close chg. Support Resistance
21,150 -50 21,050/21,000 21,150/21,200

โกลด์ฟิวเจอร์ส

Close chg Support Resistance
21,210 -50 21,170/21,110 21,260/21,310

เทรดดิ้งระยะสั้นแนะนำซื้อขายตามกรอบราคาทอง Spot ระหว่าง 1470-1,480 ดอลลาร์ (GF 21,170-21,260 บาท)

ส่วนการลงทุนในทองแท่ง แนะนำทยอยซื้อสะสมที่ราคาทองคำ Spot 1,460 ดอลลาร์ และ 1,450 ดอลลาร์

โกลด์ออนไลน์ฟิวเจอร์

Close chg Support Resistance
1,476.60 -3.40 1,472/1,462 1,482/1,488

เทรดดิ้งระยะสั้นแนะนำซื้อขายตามกรอบราคา GOZ19 ระหว่าง 1472-1,482 ดอลลาร์

ค่าเงินบาท

ทิศทางเงินบาทในวันนี้คาดจะอ่อนค่าลง โดยเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นและมีเม็ดเงินจากต่างประเทศไหลเข้าตลาดหุ้นไทย โดย USD Futures คาดจะมีแนวต้านที่ 30.25 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวรับที่ 30.20 บาท/ดอลลาร์

News

ตลาดการเงินต่างประเทศ : เงินปอนด์ร่วงต่อเนื่อง เหตุวิตก no-deal Brexit

          เงินปอนด์ยังคงอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนที่ผ่านมา(18 ธ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าอังกฤษอาจแยกตัวจากสหภาพยุโรป (EU) โดยไม่มีการทำข้อตกลง (no-deal Brexit) นอกจากนี้ เงินปอนด์ยังได้รับแรงกดดันจากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของอังกฤษ ซึ่งรวมถึงราคาบ้านเดือนต.ค.ที่ขยายตัวในอัตราต่ำสุดในรอบกว่า 7 ปี  เงินปอนด์ยังคงร่วงลงจากข่าวที่ว่า นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เตรียมออกกฎหมายป้องกันไม่ให้มีการขยายเวลาช่วงเปลี่ยนผ่านของอังกฤษหลังจากแยกตัวจากสหภาพยุโรป (Brexit) เกินสิ้นปี 2563 โดยนายจอห์นสันจะเพิ่มบทบัญญัติหนึ่งเข้าไปในร่างกฎหมาย Brexit ซึ่งจะระบุห้ามการขยายช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านของอังกฤษเกินกว่าเดือนธ.ค.2563 หลังจากที่อังกฤษแยกตัวจาก EU อย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ม.ค.2563

ตลาดโลหะมีค่าต่างประเทศ : ทองปิดลบ $1.9 เหตุดอลล์แข็งกดดันตลาด,คำสั่งขายสินทรัพย์ปลอดภัย

          สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนที่ผ่านมา (18 ธ.ค.) เนื่องจากสกุลเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าส่งผลให้สัญญาทองคำมีความน่าดึงดูดน้อยลง นอกจากนี้ นักลงทุนยังคงเดินหน้าเทขายทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย หลังจากสหรัฐและจีนบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรกและเตรียมเจรจาในเฟสที่สอง สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนก.พ. ลดลง 1.9 ดอลลาร์ หรือ 0.13% ปิดที่ 1,478.70 ดอลลาร์/ออนซ์ สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนมี.ค. ลดลง 2.3 เซนต์ หรือ 0.13% ปิดที่ 17.049 ดอลลาร์/ออนซ์

ตลาดน้ำมันดิบต่างประเทศ : น้ำมัน WTI ปิดลบเล็กน้อย หลังสหรัฐเผยสต็อกน้ำมันดิบลดลงน้อยกว่าคาด

          สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดขยับลงเล็กน้อยเมื่อคืนที่ผ่านมา (18 ธ.ค.) หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยตัวเลขสต็อกน้ำมันดิบที่ลดลงน้อยกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยกดดันจากการที่นักลงทุนเทขายทำกำไร หลังจากราคาน้ำมันดิบ WTI ปิดบวกติดต่อกัน 4 วันทำการก่อนหน้านี้  สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนม.ค. ลดลง 1 เซนต์ ปิดที่ 60.93 ดอลลาร์/บาร์เรล สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 7 เซนต์ ปิดที่ 66.17 ดอลลาร์/บาร์เรล

ตลาดหุ้นต่างประเทศ : ดาวโจนส์ปิดลบ 27.88 จุด หลังราคาหุ้น”เฟดเอ็กซ์”ทรุดฉุดหุ้นกลุ่มขนส่งร่วง

          ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนที่ผ่านมา (18 ธ.ค.) หลังจากราคาหุ้นเฟดเอ็กซ์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านการขนส่งรายใหญ่ของสหรัฐ ดิ่งลงกว่า 10% อันเนื่องมาจากการที่บริษัทปรับลดแนวโน้มผลประกอบการในปีงบการเงิน 2563 ทั้งนี้ การร่วงลงของหุ้นเฟดเอ็กซ์ได้ฉุดราคาหุ้นของบริษัทอื่นๆในกลุ่มขนส่งดิ่งลงด้วย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 28,239.28 จุด ลดลง 27.88 จุด หรือ -0.10% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,191.14 จุด ลดลง 1.38 จุด หรือ -0.04% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,827.73 จุด เพิ่มขึ้น 4.38 จุด หรือ +0.05%

“ทรัมป์”ร่อนจดหมายถึงปธ.สภาผู้แทนฯสหรัฐ โวยการยื่นถอดถอนผิดกฎหมายและแทรกแซงการเลือกตั้ง

          ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ส่งจดหมายความยาว 6 หน้ากระดาษถึงนางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ เพื่อแสดงความไม่พอใจที่พรรคเดโมแครตพยายามที่จะยื่นถอดถอนตนออกจากตำแหน่ง โดยระบุว่าเป็นการทำผิดกฎหมายและพยายามทำรัฐประหาร และใช้อำนาจรัฐธรรมนูญในทางที่ผิด  “ถึงเวลาแล้วที่คุณกับสมาชิกพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรสจะต้องหยุดกระบวนการถอดถอนที่เพ้อฝันนี้ และกลับไปทำงานเพื่อชาวอเมริกันได้แล้ว” ปธน.ทรัมป์ระบุในจดหมาย และยังระบุเพิ่มเติมด้วยว่า ตนไม่คิดว่าพรรคเดโมแครตจะทำอะไรเพื่อชาวอเมริกันอยู่แล้ว เนื้อความในจดหมายดังกล่าว ปธน.ทรัมป์ได้ปกป้องการกระทำต่อยูเครน พร้อมกล่าวหาว่าพรรคเดโมแครตแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐ ปธน.ทรัมป์เขียนในจดหมายว่า “พวกคุณกำลังแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐ ล้มล้างประชาธิปไตยสหรัฐ และขัดขวางกระบวนการยุติธรรม พวกคุณคือคนที่ทำให้ประเทศของเราต้องเสียหายเนื่องจากความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ผลประโยชน์ทางการเมืองและพวกพ้องของตนเอง” สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า หลังจากที่ได้มีการเผยแพร่ข้อความในจดหมายออกมานั้น ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า ตนเองไม่ต้องรับผิดชอบใดๆต่อการถูกยื่นถอดถอน ทั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐซึ่งพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมาก มีกำหนดลงคะแนนโหวตเพื่อถอดถอนปธน.ทรัมป์ในวันพุธนี้ ตามเวลาสหรัฐ ด้วย 2 ข้อหา คือใช้อำนาจในทางที่ผิดและขัดขวางกระบวนการสอบสวนของสภาคองเกรส โดยหากมีข้อหาใดที่ผ่านการโหวต ปธน.ทรัมป์จะเป็นปธน.สหรัฐคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ ที่ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการและต้องเผชิญการพิจารณาคดีในรัฐสภา

ประธานเฟดบอสตันชี้ไม่มีแนวโน้มที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยลงอีกในระยะใกล้นี้

          นายเอริค โรเซนเกรน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาบอสตันเปิดเผยว่า เฟดไม่มีแนวโน้มที่จำเป็นจะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในระยะใกล้นี้ หากแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก  นายโรเซนเกรนซึ่งลงมติคัดค้านเฟดในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 3 ครั้งในปีนี้นั้น กล่าวด้วยว่า เขาคาดว่าแทบไม่มีโอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอตัวในปี 2563 เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มเชิงบวกในช่วงที่ผ่านมาของข้อมูลเศรษฐกิจ รวมถึงแรงหนุนจากนโยบายการคลังและการเงิน  นายโรเซนเกรนและนายโรเบิร์ต แคปแลน ประธานเฟดสาขาดัลลัสมีความเห็นสอดคล้องกันว่า นโยบายที่เหมาะสมสำหรับเฟดในขณะนี้ได้แก่ การตรึงอัตราดอกเบี้ยหลังจากปรับลดลง 3 ครั้งนับตั้งแต่เดือนก.ค. นายโรเซนเกรนคาดว่าอัตราการว่างงานของสหรัฐจะปรับตัวในช่วงแคบๆ อยู่ที่ราวระดับปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 3.5% และใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 50 ปี ส่วนอัตราเงินเฟ้อนั้น เขาคาดว่ามีแนวโน้มปรับตัวขึ้นสู่ราว 2% โดยได้แรงหนุนจากตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง

สภาผู้แทนฯสหรัฐไฟเขียวร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่าย 1.4 ล้านล้านดอลล์เพื่อเลี่ยงชัตดาวน์

             สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้อนุมัติร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายวงเงิน 1.4 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐหรือชัตดาวน์ภายในวันศุกร์นี้ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอนุมัติร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายในวันอังคารตามเวลาสหรัฐ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางสามารถเปิดทำการไปจนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2563 และได้ส่งต่อร่างกฎหมายดังกล่าวให้วุฒิสภา โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ต้องทำการลงนามในร่างกฎหมายดังกล่าวภายในวันศุกร์ที่ 20 ธ.ค.นี้ซึ่งเป็นวันที่กฎหมายงบประมาณรายจ่ายชั่วคราวฉบับปัจจุบันจะหมดอายุลง ร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายดังกล่าวจะยังคงกำหนดค่าใช้จ่ายในการสร้างกำแพงกั้นชายแดนสหรัฐและเม็กซิโกไว้ในระดับปัจจุบันที่ 1.375 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าที่ปธน.ทรัมป์ต้องการอย่างมาก ขณะเดียวกัน ร่างกฎหมายงบประมาณดังกล่าวยังยกเลิกการกำหนดภาษีในกฎหมาย Affordable Care Act ซึ่งเป็นกฎหมายประกันสุขภาพที่สมาชิกพรรคเดโมแครตจำนวนมากถือเป็นความสำเร็จทางด้านกฎหมายครั้งใหญ่ของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา นอกจากนี้ ร่างกฎหมายใหม่ดังกล่าวยังรวมถึงมาตราต่างๆ อาทิ การเพิ่มอายุของผู้ซื้อบุหรี่เป็น 21 ปี และการให้เงินทุนสนับสนุนการวิจัยเรื่องความรุนแรงในการใช้ปืน และอื่นๆ สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นายไมเคิล เอ ปีเตอร์สัน ซีอีโอของมูลนิธิปีเตอร์ จี. ปีเตอร์สันกล่าวว่า ข้อตกลงงบประมาณระหว่างปธน.ทรัม์และสภาคองเกรสจะเพิ่มหนี้สินของรัฐบาลสหรัฐมากกว่า 4 แสนล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า