มีนาคม 6, 2021

วิเคราะห์ราคาทองคำ 19 ต.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

แนะนำซื้อขายทำกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัว หากราคาไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านโซน 1,913-1,922 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ให้เปิดสถานะขาย แล้วรอเข้าซื้อคืนเพื่อทำกำไรหากไม่หลุดแนวรับบริเวณ 1,888-1,881 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,881 1,872 1,863  แนวต้าน : 1,922 1,934 1,943

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดปรับตัวลดลง 8.55  ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำได้รับแรงกดดันจากความคืบหน้าเกี่ยวกับวัคซีนต้าน COVID-19  หลังจากวันศุกร์บริษัท Pfizer Inc ของสหรัฐซึ่งพัฒนาวัคซีนร่วมกับบริษัท BioNTech ของเยอรมัน  เปิดเผยว่าทางบริษัทจะมีข้อมูลด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับวัคซีนต้าน COVID-19 ภายในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพ.ย.  จากนั้นจะยื่นขออนุมัติการใช้วัคซีนในกรณีฉุกเฉิน (emergency use authorization -EUA) ในช่วงปลายเดือนพ.ย.นี้  ก่อให้เกิดความหวังว่าสหรัฐอาจมีวัคซีนพร้อมใช้งานภายในสิ้นปีนี้  ซึ่งบั่นความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย     นอกจากนี้  ทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและการอ่อนค่าของสกุลเงินยังได้รับแรงกดดันเพิ่มจากความล่าช้าของการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลังรอบใหม่ของสหรัฐ  ขณะที่ล่าสุดนางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ กล่าววานนี้ว่า  พรรคเดโมแครตและคณะบริหารของปธน.ทรัมป์ จะต้องบรรลุข้อตกลงกันภายในเวลา “48 ชั่วโมง” หากต้องการให้ร่างมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ก่อนการเลือกตั้งวันที่ 3 พ.ย. ซึ่งผลลัพธ์ของการเจรจารอบนี้เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาเพราะมีแนวโน้มจะส่งผลต่อราคาทองคำอย่างมาก  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำลดลงในวันศุกร์ -3.50 ตัน  สำหรับวันนี้  ติดตามการถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ในการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และการเปิดเผยดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนต.ค. โดย NAHB

จจัยทางเทคนิค :

แม้วันก่อนหน้าราคาทองคำมีการปรับตัวลดลง แต่ระยะสั้นราคาพยายามจะดีดตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านระดับ 1,913-1,922 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากไม่สามารถยืนเหนือระดับ 1,922 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างมั่นคง จะเกิดแรงขายกดดันให้ราคาลงมาอีกครั้ง โดยประเมินแนวรับบริเวณ 1,881-1,872 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

หากราคาไม่สามารถยืนเหนือแนวต้าน 1,913-1,922 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แนะนำเปิดสถานะขาย โดยตัดขาดทุนหากยืนเหนือ 1,922 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับการปิดสถานะขายเพื่อทำกำไรอาจพิจารณาดูบริเวณ 1,888-1,881 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากยืนไม่อยู่ให้ชะลอการเข้าซื้อคืนไปที่แนวรับถัดไป 1,872 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดอลล์อ่อนค่า เมินข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่ง  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (16 ต.ค.) เนื่องจากนักลงทุนปรับตัวรับการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐที่ดีเกินคาด ซึ่งลดความน่าสนใจในการเข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะที่เป็นสกุลเงินปลอดภัย  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.19% แตะที่ระดับ 93.6809  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 105.39 เยน จากระดับ 105.46 เยน, อ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9150 ฟรังก์ จากระดับ 0.9151 ฟรังก์ และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3180 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3226 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1717 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1696 ดอลลาร์ และเงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2931 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2900 ดอลลาร์ ขณะที่ดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.7086 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7091 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (+) สหรัฐขาดดุลงบประมาณอ่วมกว่า 3 ล้านล้านดอลล์ เหตุค่าใช้จ่ายสู้โควิดพุ่ง  กระทรวงการคลังสหรัฐเปิดเผยในวันศุกร์ว่า ยอดขาดดุลงบประมาณของสหรัฐพุ่งขึ้นมากกว่า 3 เท่า แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.13 ล้านล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2563 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อันเนื่องมาจากการใช้จ่ายจำนวนมหาศาลเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 
  • (+) วุฒิสภาสหรัฐเตรียมโหวตร่างเยียวยาโควิดวงเงิน 3 แสนดอลลาร์ วันพุธนี้  วุฒิสภาสหรัฐ ซึ่งพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก เตรียมลงมติร่างมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 วงเงิน 3 แสนล้านดอลลาร์ในวันพุธที่ 21 ต.ค.นี้ ซึ่งวงเงินดังกล่าวน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับวงเงินราว 2 ล้านล้านดอลลาร์ที่พรรคเดโมแครตเสนอ  อย่างไรก็ตาม คาดว่าร่างมาตรการบรรเทาผลกระทบดังกล่าวจะไม่ผ่านความเห็นชอบ หลังจากที่เคยถูกเดโมแครตลงมติไม่รับร่างมาแล้วเมื่อเดือนก.ย.
  • (+) เฟดเผยการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลง 0.3% ในเดือนก.ย.  ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รายงานในวันนี้ว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมของสหรัฐลดลง 0.3% ในเดือนก.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 1.2% ในเดือนส.ค.  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมของสหรัฐจะเพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือนก.ย.
  • (-) มูดี้ส์หั่นเครดิตอังกฤษ ชี้โควิด-Brexit กระทบแนวโน้มเศรษฐกิจ  มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของอังกฤษในวันศุกร์ โดยระบุถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19, การแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) และการขาดแผนการด้านงบประมาณที่ชัดเจนจากรัฐบาลของนายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ  ทั้งนี้ มูดี้ส์ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของอังกฤษลงสู่ระดับ Aa3 จาก Aa2 ซึ่งทำให้อังกฤษมีเครดิตอยู่ในอันดับเดียวกับเบลเยียม และสาธารณรัฐเชค
  • (-) ผลสำรวจม.มิชิแกนชี้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐสูงสุดรอบ 7 เดือน  ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 81.2 ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดที่ระดับ 80.5 จากระดับ 80.4 ในเดือนก.ย.
  • (-) สหรัฐเผยยอดค้าปลีกพุ่งเกินคาดในเดือนก.ย.  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกพุ่งขึ้น 1.9% ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 5 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้น 0.7% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนส.ค.
  • (-) “ไฟเซอร์” เตรียมยื่นจดทะเบียนวัคซีนต้านโควิดปลายเดือนพ.ย.  บริษัทไฟเซอร์ อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทยาใหญ่ที่สุดของสหรัฐ แถลงในวันนี้ว่า ทางบริษัทจะยื่นจดทะเบียนวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ต่อสำนักงานอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ในช่วงปลายเดือนพ.ย.  ทั้งนี้ ไฟเซอร์พัฒนาวัคซีนดังกล่าวร่วมกับ BioNTech ซึ่งเป็นบริษัทยาของเยอรมนี  ไฟเซอร์ระบุว่า การยื่นจดทะเบียนวัคซีนจะเกิดขึ้น ทันทีที่มีข้อมูลยืนยันผลการทดลองว่ามีความปลอดภัย โดยอาจมีการยื่นจดทะเบียนในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพ.ย.
  •  (+/-) ดาวโจนส์ปิดบวก 112.11 จุด ขานรับยอดค้าปลีกสหรัฐดีเกินคาด  ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวกเมื่อคืนนี้ (16 ต.ค.) เนื่องจากนักลงทุนขานรับการเปิดเผยข้อมูลยอดค้าปลีกเดือนก.ย.ของสหรัฐที่ดีเกินคาด และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐพุ่งขึ้นในเดือนต.ค. ซึ่งได้ช่วยคลายความวิตกของนักลงทุนเกี่ยวกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างเชื่องช้า  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 28,606.31 จุด เพิ่มขึ้น 112.11 จุด หรือ +0.39%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,483.81 จุด เพิ่มขึ้น 0.47 จุด หรือ +0.01% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,671.56 จุด ลดลง 42.31 จุด หรือ -0.36%
  • (-) อังกฤษขู่แยกตัวจาก EU โดยไม่มีข้อตกลง หาก EU ไม่เปลี่ยนท่าทีเจรจา  นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวว่า เขาจะปล่อยให้อังกฤษแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (EU) โดยไม่มีการทำข้อตกลง (no-deal Brexit) หาก EU ไม่ยอมเปลี่ยนท่าทีในการเจรจา  “หาก EU ไม่เปลี่ยนท่าทีในการเจรจา เราก็จะใช้ทางเลือกแบบออสเตรเลีย” นายจอห์นสันกล่าว