ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 21, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 19 ก.พ.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

หากราคาทองคำสามารถยืนเหนือบริเวณ 1,593  ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ เสี่ยงเปิดสถานะซื้อ(ตัดขาดทุนหากหลุด 1,582 ดอลลาร์ต่อออนซ์  หากราคาปรับตัวขึ้นไม่ผ่านบริเวณ 1,611 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจพิจารณาการปิดสถานะซื้อเพื่อทำกำไร

แนวรับ : 1,593 1,582 1,571 แนวต้าน : 1,611 1,623 1,635

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ทะยานขึ้นถึง  21.66  ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงหนุนจากความวิตกเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของ Covid-19 ที่เริ่มกระทบกับเศรษฐกิจ  จนเป็นผลให้บริษัทแอปเปิล อิงค์  ออกโรงเตือนว่า  รายได้ของบริษัทอาจไม่เข้าตามเป้า  นั่นทำให้นักลงทุนวิตกต่อว่าการระบาดของโรคอาจลุกลามไปถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนรายอื่นๆ รวมถึงสร้างความเสียหายให้กับการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก  ส่งผลให้นักลงทุนปิดรับความเสี่ยง(Risk-off)จนกดดันให้ดัชนีดาวโจนส์ปิดร่วงลงกว่า 160 จุด  ส่วนสินทรัพย์ปลอดภัยปรับตัวสูงขึ้นในวงกว้างทั้งสกุลเงินเยนและทองคำ  นอกจากนี้แรงซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐซึ่งเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ปลอดภัยได้กดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตร(บอนด์ยีลด์)ระยะยาวให้ปรับตัวลดลง  จนเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะ inverted yield curve ซึ่งเป็นภาวะที่บอนด์ยีลด์ระยะสั้นอยู่สูงกว่าระยะยาว  โดยวานนี้เกิดภาวะดังกล่าวระหว่างบอนด์ยีลด์สหรัฐอายุ 3 เดือน และอายุ 10 ปี  ซึ่งยิ่งสร้างความวิตกว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจเผชิญภาวะถดถอย(Recession)ในอนาคต  จึงเป็นปัจจัยเพิ่มเติมที่หนุนราคาทองคำ   ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่ม +5.85 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI), การอนุญาตก่อสร้าง, ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้านและรายงานการประชุม FOMC Meeting Minutes

จจัยทางเทคนิค :

วานนี้ราคาทองคำสามารถ break out กรอบราคาด้านบน จนเกิดแรงซื้อตามจนสร้างมุมมองเชิงบวกในระยะกลางเพิ่มขึ้น ทั้งนี้  ระยะสั้นราคาเคลื่อนไหวในกรอบทรงตัวในระดับสูง และหากราคาพยายามยืนเหนือโซนแนวรับ 1,593 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ทำให้ราคามีโอกาสขยับขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 1,611 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

หากรับความเสี่ยงได้อาจเปิดสถานะซื้อหากราคายืนเหนือแนวรับ 1,593 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้  ขณะที่นักลงทุนสามารถถือสถานะซื้อต่อหากราคาย่อตัวลงไม่หลุดแนวรับหลุด 1,582 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อหวังทยอยปิดสถานะทำกำไรหากราคาดีดตัวขึ้นไปไม่ผ่านแนวต้าน 1,611 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) นักลงทุนวิตกตลาดบอนด์สหรัฐเกิด inverted yield curve ส่งสัญญาณศก.ถดถอย  อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลงในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนพากันซื้อพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลที่ว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก  นอกจากนี้ ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเกิดภาวะ inverted yield curve ในวันนี้ ซึ่งเป็นภาวะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นอยู่สูงกว่าพันธบัตรระยะยาว โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 3 เดือน อยู่สูงกว่าพันธบัตรอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นการบ่งชี้ถึงแนวโน้มการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย  ณ เวลา 23.26 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 3 เดือนทรงตัวที่ระดับ 1.577% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับ 1.544% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวลงสู่ระดับ 1.992%
  • (+) “มูดี้ส์”ชี้การระบาดของไวรัสโควิด-19 เพิ่มแรงกดดันต่อการขยายตัวในเอเชีย-แปซิฟิก  มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ ออกรายงานระบุว่า การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จะเพิ่มแรงกดดันต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิก โดยเฉพาะในภาคการค้าและการท่องเที่ยว  “เศรษฐกิจในภูมิภาคได้ชะลอตัวลงอย่างมากในปีที่แล้ว โดยได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของการค้าโลก” รายงานระบุ  นอกจากนี้ มูดี้ส์ยังเตือนเกี่ยวกับภาวะชะงักงันด้านห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่โรงงานจำนวนมากในจีนปิดทำการ อันเนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 
  • (+) สหรัฐเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้สร้างบ้านลดลงในเดือนก.พ. แต่ยังใกล้นิวไฮ 20 ปี  สมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB) ของสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้สร้างบ้านลดลง 1 จุด สู่ระดับ 74 ในเดือนก.พ. แต่ยังคงอยู่ใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2542
  • (+) ดาวโจนส์ปิดลบ 165.89 จุด วิตกไวรัสโควิด-19 ฉุดผลประกอบการ”แอปเปิล”  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (18 ก.พ.) หลังจากบริษัทแอปเปิล อิงค์ เปิดเผยว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ในจีน อาจทำให้รายได้ของบริษัทไม่เป็นไปตามเป้า โดยการคาดการณ์ดังกล่าวของแอปเปิลทำให้นักลงทุนกังวลว่า ผลกระทบของไวรัสโควิด-19 อาจฉุดผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนรายอื่นๆ และเศรษฐกิจทั่วโลก  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 29,232.19 จุด ลดลง 165.89 จุด หรือ -0.56% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,370.29 จุด ลดลง 9.87 จุด หรือ -0.29% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 9,732.74 จุด เพิ่มขึ้น 1.57 จุด หรือ +0.02%
  • (-) เฟดนิวยอร์กเผยดัชนีภาคการผลิตพุ่งสูงสุดรอบ 9 เดือนในก.พ.  ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก รายงานในวันนี้ว่า ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) เพิ่มขึ้น 8.1 จุด สู่ระดับ 12.9 ในเดือนก.พ. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค.ปีที่แล้ว และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 4.0
  • (-) ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ยูโรอ่อนเทียบดอลล์ หลังเยอรมนีเผยความเชื่อมั่นทางศก.ร่วงหนัก  สกุลเงินยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (18 ก.พ.) หลังจากมีรายงานว่า  ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนีร่วงลงในเดือนก.พ. เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.0792 ดอลลาร์ จากระดับ 1.0833 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.2999 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3000 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 0.6685 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6715 ดอลลาร์  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 109.87 เยน จากระดับ 109.93 เยน อย่างไรก็ดี ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9828 ฟรังก์ จากระดับ 0.9809 ฟรังก์ และแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3252 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3234 ดอลลาร์แคนาดา