ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 20, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 18 มิ.ย.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

อาจเสี่ยงเปิดสถานะขายเมื่อราคาปรับตัวขึ้นไม่ผ่านแนวต้านโซน 1,735-1,746 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากผ่าน 1,746 ดอลลาร์ต่อออนซ์) หรือ หากราคาอ่อนตัวลงทยอยเข้าซื้อคืนหากราคาไม่หลุดแนวรับโซน 1,712-1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,712 1,700 1,689 แนวต้าน : 1,735 1,746 1,754

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดทรงตัวแทบไม่เปลี่ยนแปลงเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน  โดยราคาทองคำแกว่งตัวในกรอบ 1,730-1,712 ดอลลาร์ต่อออนซ์  แม้ในระหว่างวันราคาทองคำจะร่วงลงไปทดสอบระดับต่ำสุดบริเวณ 1,712.52 ดอลลาร์ต่อออนซ์  แต่ราคาเริ่มเกิดการดีดตัวกลับหลังการเปิดเผยตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาดสู่ระดับ 974,000 ยูนิต  ส่วนการอนุญาตก่อสร้างบ้านดีดตัวขึ้นน้อยกว่าคาดสู่ระดับ 1.220 ล้านยูนิตเช่นกัน  นอกจากนี้  ราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนเพิ่มจากการร่วงลงของสินทรัพย์เสี่ยง  ท่ามกลางวิตกเกี่ยวกับการระบาดของ COVID-19 ทั้งในสหรัฐและจีน  โดยรัฐออริกอน  รายงานยอดผู้ติดเชื้อแตะระดับสูงสุดตลอดกาลในวันอังคาร  ส่วนรัฐฟลอริดา อัตราการติดเชื้อทะยานสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย.เป็นอย่างน้อย  ในรัฐเท็กซัส ยอดการรักษาตัวในโรงพยาบาลปรับขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 4 มิ.ย.เมื่อเทียบเป็นราย 24 ชั่วโมง  หากสถานการณ์เลวร้ายลง  อาจทำให้รัฐบาลต้องกลับมาบังคับใช้มาตรการ Lockdown เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดอีกครั้ง และจะยิ่งฉุดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ  จึงส่งผลให้นักลงทุนชะลอการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง  และกลับเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  อย่างไรก็ดี  จะเห็นได้ว่าการปรับตัวขี้นของราคาทองคำยังเป็นไปอย่างจำกัด  เพราะความวิตกเหล่านั้นกระตุ้นแรงซื้อสกุลเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัยและมีสภาพคล่องสูงเช่นกัน  ทำให้ทองคำถูกสกัดช่วงบวกเอาไว้  สำหรับวันนี้ติดตามผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) คาด “คง” ดอกเบี้ย แต่อาจส่งสัญญาณเกี่ยวกับการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบในอนาคต  รวมถึงติดตามการเปิดเผย

จจัยทางเทคนิค :

ราคาทองอาจชะลอการปรับตัวขึ้นหลังมีการดีดตัวเข้าใกล้แนวต้านบริเวณโซน 1,731-1,735 ดอลลาร์ต่อออนซ์หลายครั้ง แต่ยังไม่สามารถผ่านได้ เบื้องต้นยังต้องติดตามหากไม่สามารถยืนเหนือแนวต้าน 1,735-1,746 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (เป็นระดับสูงสุดของสัปดาห์นี้และระดับของเดือน มิ.ย.) มีโอกาสที่จะเผชิญแรงขายลงสู่แนวรับในโซน 1,712-1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

ยังเน้นเก็งกำไรตามกรอบแนวรับแนวต้าน  โดยหากราคาไม่ผ่านแนวต้านแนะนำพิจารณาเปิดสถานะขายบริเวณ 1,735-1,746 ดอลลาร์ต่อออนซ์(ตัดขาดทุนหากยืนเหนือ 1,746 ดอลลาร์ต่อออนซ์) การเข้าซื้อแนะนำรอพิจารณาบริเวณ โซน 1,712-1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดาวโจนส์ปิดลบ 170.37 จุด วิตกศก.ซบหากโควิดระบาดรอบสอง  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (17 มิ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดรอบสองของไวรัสโควิด-19 หลังพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในสหรัฐ และจีน โดยเฉพาะในกรุงปักกิ่ง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลว่าทางรัฐบาลอาจจะใช้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดอีกครั้ง และจะฉุดเศรษฐกิจให้ทรุดตัวลงอีก  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,119.61 จุด ลดลง 170.37 จุด หรือ -0.65% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,113.49 จุด ลดลง 11.25 จุด ลดลง -0.36%
  • (+) สหรัฐเผยตัวเลขเริ่มต้นสร้างบ้านฟื้นตัว หลังทรุดหนักจากพิษโควิด  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านเพิ่มขึ้น 4.3% ในเดือนพ.ค. สู่ระดับ 974,000 ยูนิต หลังจากดิ่งลง 26.4% ในเดือนเม.ย. และลดลง 19.0% ในเดือนมี.ค. โดยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบรายปี ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านร่วงลง 23.2% ในเดือนพ.ค.  นอกจากนี้ การอนุญาตก่อสร้างบ้านดีดตัวขึ้น 14.4% สู่ระดับ 1.220 ล้านยูนิต
  • (+) จีนเรียกร้องอินเดียยุติการยั่วยุ พร้อมสอบสวนเหตุการณ์ปะทะตามชายแดน  นายหวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐ และรัฐมนตรีต่างประเทศจีน กล่าวเรียกร้องในวันนี้ให้อินเดียดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียดต่อเหตุการณ์ปะทะกันตามพรมแดนจีนและอินเดีย และให้มีการลงโทษผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง  นอกจากนี้ นายหวังยังกล่าวว่า อินเดียจะต้องกำชับเรื่องการรักษาระเบียบวินัยของกำลังทหารตามบริเวณชายแดน และยุติการยั่วยุเพื่อไม่ให้ทั้งสองฝ่ายเกิดการเผชิญหน้า และมีการปะทะกันขึ้นอีก  นายหวังได้กล่าวเรียกร้องดังกล่าวในการสนทนาทางโทรศัพท์กับนายเอส ไจชานการ์ รัฐมนตรีต่างประเทศอินเดีย  ทั้งนี้ เหตุการณ์ปะทะกันบริเวณชายแดนจีนและอินเดียได้ส่งผลให้ทหารอินเดียเสียชีวิต 20 นาย
  • (-) ดอลล์แข็งค่า เหตุวิตกโควิดหนุนแรงซื้อสกุลเงินปลอดภัย  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (17 มิ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์ซึ่งถือเป็นสกุลเงินปลอดภัยและมีสภาพคล่องสูง ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดรอบสองของโรคโควิด-19 ในสหรัฐและประเทศอื่นๆ  ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.21% สู่ระดับ 97.1654 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิสที่ระดับ 0.9496 ฟรังก์ จากระดับ 0.9494 ฟรังก์ และทรงตัวเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3567 ดอลลาร์แคนาดา แต่เมื่อเทียบกับเงินเยน ดอลลาร์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ  107.09 เยน จากระดับ 107.28 เยน  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1229 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1271 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.2537 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2577 ดอลลาร์
  • (+/-) “พาวเวล”เผยเฟดเล็งซื้อหุ้นกู้บริษัทโดยตรง แทนการซื้อผ่านกองทุน ETFs  นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวถึงโครงการซื้อหุ้นกู้ภาคเอกชนของเฟดว่า ในท้ายที่สุดแล้ว เฟดจะเข้าซื้อหุ้นกู้ของบริษัทต่างๆโดยตรง แทนการเข้าซื้อผ่านกองทุน ETFs  “เมื่อเวลาผ่านไป เราจะค่อยๆถอยห่างจากกองทุน ETFs และเข้าซื้อหุ้นกู้ของบริษัทต่างๆ ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นเครื่องมือที่ดีกว่าในการเพิ่มสภาพคล่อง และสนับสนุนการทำงานของตลาด” นายพาวเวลกล่าวต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้   ก่อนหน้านี้ เฟดประกาศในเดือนมี.ค.ว่า เฟดจะเปิดตัว 2 โครงการเพื่อให้เฟดมีบทบาทในตลาดหุ้นกู้ภาคเอกชนที่มีมูลค่า 9.6 ล้านล้านดอลลาร์ โดยโครงการแรกนั้น เฟดจะเข้าซื้อหุ้นกู้โดยตรงจากบริษัทต่างๆ ส่วนโครงการที่ 2 เฟดจะเข้าซื้อหุ้นกู้ผ่านทางกองทุน ETFs ซึ่งมีการติดตามดัชนีหุ้นกู้ซึ่งได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่แตกต่างกัน  “ตลาดกำลังทำงาน บริษัทต่างๆสามารถกู้ยืมเงิน โดยไม่มีภาวะตึงตัวทางการเงิน ทำให้บริษัทเหล่านี้ไม่มีแนวโน้มที่จะดำเนินมาตรการปรับลดค่าใช้จ่าย” นายพาวเวลกล่าว  นอกจากนี้ ประธานเฟดกล่าวย้ำว่า เฟดจะยุติการใช้เครื่องมือต่างๆ ซึ่งรวมถึงโครงการซื้อหุ้นกู้ภาคเอกชน หากไม่มีความจำเป็นในการสนับสนุนตลาดอีกต่อไป