ข้ามไปยังทูลบาร์
พฤศจิกายน 26, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 18 พ.ย.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เน้นการเก็งกำไรในกรอบ 1,899-1,870 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาทองคำยังคงพยายามยืนเหนือโซนแนวรับแรกได้ ทำให้ราคายังคงมีโอกาสขยับขึ้นเพื่อทดสอบแนวต้านอีกครั้ง

แนวรับ : 1,870 1,861 1,849  แนวต้าน : 1,890 1,899 1,912

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง  8.20 ดอลลาร์ต่อออนซ์  แม้ระหว่างวันราคาทองคำจะได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ ท่ามกลางความวิตกว่าการพุ่งขึ้นของยอดผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่ในสหรัฐจะกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ  นอกจากนี้  สกุลเงินดอลลาร์ยังได้รับแรงกดดันเพิ่ม  จากการเปิดเผยตัวเลขยอดค้าปลีกเดือนต.ค.ของสหรัฐที่ขยับขึ้นเพียง 0.3% ซึ่ง “ต่ำกว่า” ที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.5% และเป็นการขยายตัวในระดับที่น้อยที่สุดในรอบ 6 เดือน  ปัจจัยดังกล่าวหนุนราคาทองคำให้ปรับตัวสูงขึ้นทดสอบระดับสูงสุดในระหว่างวันบริเวณ 1,893.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์  อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำเผชิญแรงขายทำกำไรในที่สุด  เหตุเพราะความคืบหน้าเกี่ยวกับการพัฒนาวัคซีนต้าน COVID-19 ยังคงบั่นทอนความต้องการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง  สะท้อนจากกองทุน SPDR ที่วานนี้ถือครองทองคำลดลงอีก -8.02 ตัน  สู่ระดับ 1,226.30 ตัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างต่อไป  ขณะที่การทะยานขึ้นของบิตคอยน์ได้ดึงดูดเม็ดเงินเก็งกำไรส่วนหนึ่งออกจากตลาดทองคำ  หลังจากวานนี้บิตคอยน์ทะยานขึ้นสู่ระดับ 17,870 ดอลลาร์ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค. 2017 ปัจจัยที่กล่าวมาทำให้ราคาทองคำยังคงแกว่งตัวในกรอบเพื่อรอปัจจัยใหม่ๆเข้ามาชี้นำ  โดยวันนี้  แนะนำติดตามผลการประชุมนโยบายการเงิน (กนง.) คาดกนง.จะ “คง” อัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 0.50% แต่อาจต้องจับตาความเห็นของธปท.เกี่ยวกับการแข็งค่าของค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาซึ่งอาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของเงินบาทในระยะสั้นๆได้  อีกทั้งต้องติดตามการเปิดเผยตัวเลขการอนุญาตก่อสร้าง, ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้านของสหรัฐ  และถ้อยแถลงของนายจอห์น  วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำพยายามสร้างฐานและพยายามทรงตัวได้ หรือ หากราคายืนเหนือโซน 1,870 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อาจทำให้เห็นการดีดตัวขึ้นเพื่อพยายามทดสอบแนวต้านบริเวณ 1,890-1,899 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากยังไม่สามารถขึ้นไปยืนเหนือแนวต้านได้ อาจเห็นการย่อตัวของราคาลงเพื่อสร้างฐานราคาอีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

ดูบริเวณ 1,870 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่หลุดสามารถเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้น เพื่อขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวหรือบริเวณแนวต้าน 1,890-1,899 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดแนวดังกล่าวให้ตัดขาดทุน  เพื่อรอเข้าซื้อใหม่บริเวณแนวรับถัดไปที่ 1,861-1,849 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดาวโจนส์ปิดลบ 167.09 จุด กังวลยอดค้าปลีกสหรัฐซบเซา  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (17 พ.ย.) โดยตลาดถูกกดดันจากรายงานยอดค้าปลีกที่ซบเซาของสหรัฐ รวมทั้งความกังวลที่ว่า การแพร่ระบาดอย่างหนักของไวรัสโควิด-19 อาจทำให้สหรัฐต้องกลับไปใช้มาตรการล็อกดาวน์อีกครั้ง  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 29,783.35 จุด ลดลง 167.09 จุด หรือ -0.56% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,609.53 จุด ลดลง 17.38 จุด หรือ -0.48% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,899.34 จุด ลดลง 24.79 จุด หรือ -0.21%
  • (+) สหรัฐเผยดัชนีราคานำเข้าปรับตัวลงในเดือนต.ค. สวนทางคาดการณ์  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคานำเข้าปรับตัวลง 0.1% ในเดือนต.ค. เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนก.ย.  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าดัชนีราคานำเข้าเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนต.ค.  เมื่อเทียบรายปี ดัชนีราคานำเข้าลดลง 1.0% ในเดือนต.ค. หลังจากลดลง 1.4% ในเดือนก.ย.
  • (+) สหรัฐเผยยอดค้าปลีกต่ำกว่าคาดในเดือนต.ค.  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนต.ค ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 6 แต่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้น 0.5% หลังจากพุ่งขึ้น 1.6% ในเดือนก.ย.  การชะลอตัวของยอดค้าปลีกในเดือนต.ค. ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และการที่ภาคครัวเรือนมีรายได้ลดลง เนื่องจากชาวอเมริกันจำนวนมากประสบภาวะตกงาน  ส่วนยอดค้าปลีกพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมยอดขายรถยนต์ น้ำมัน วัสดุก่อสร้าง และอาหาร ขยับขึ้น 0.1% ในเดือนต.ค.
  • (+) เงินดอลล์อ่อน วิตกยอดค้าปลีกสหรัฐชะลอตัว  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (17 พ.ย.) หลังจากสหรัฐเปิดเผยรายงานยอดค้าปลีกที่ซบเซา อันเนื่องมาจากผลกระทบที่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.24% แตะที่ 92.4182 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 104.20 เยน จากระดับ 104.58 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9105 ฟรังก์ จากระดับ 0.9126 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3084 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3096 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1864 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1844 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3258 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3189 ดอลลาร์
  • (-) บิตคอยน์พุ่งเหนือ 17,000 ดอลลาร์วันนี้ ทำสถิติสูงสุดรอบเกือบ 3 ปี  บิตคอยน์พุ่งขึ้นเหนือระดับ 17,000 ดอลลาร์ในวันนี้ ทำสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี  ณ เวลา 23.03 น.ตามเวลาไทย บิตคอยน์ทะยานขึ้น 625.35 ดอลลาร์ หรือ 3.73% สู่ระดับ 17,389.25 ดอลลาร์ หรือราว 521,700 บาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 7 ม.ค.2561 ในการซื้อขายบนแพลตฟอร์มของ CoinDesk  ทั้งนี้ ราคาของบิตคอยน์ได้พุ่งขึ้น 137% นับตั้งแต่ต้นปีนี้ หลังจากที่เคยทะยานขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใกล้แตะ 20,000 ดอลลาร์ในเดือนธ.ค.2560  การดีดตัวของบิตคอยน์ได้รับแรงหนุนจากกระแสตอบรับที่คึกคักจากกลุ่มบริษัทฟินเทค และนักลงทุนรายใหญ่ในตลาด เช่น พอล ทิวดอร์ โจนส์ และสแตนลีย์ ดรักเคนมิลเลอร์
  • (-) สหรัฐเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้สร้างบ้านสูงเป็นประวัติการณ์ในเดือนพ.ย.  สมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB) ของสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้สร้างบ้านปรับตัวขึ้น 5 จุด สู่ระดับ 90 ในเดือนพ.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์  เมื่อเทียบรายปี ดัชนีความเชื่อมั่นพุ่งขึ้น 19 จุดในเดือนพ.ย.
  • (-) สหรัฐเผยสต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเพิ่มมากกว่าคาดในเดือนก.ย.  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือนก.ย. โดยเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.6% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนส.ค.