ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 23, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 18 พ.ค.63 (ภาคบ่าย) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,747 1,736 1,697

แนวต้าน : 1,767 1,779 1,788

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป  กระทรวงพาณิชย์จีน ระบุว่า จีนคัดค้านอย่างเต็มที่ต่อกฎระเบียบล่าสุดของสหรัฐต่อ Huawei และจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อปกป้องสิทธิ์และประโยชน์ของบริษัทต่างๆของจีน หลังจากบริษัท Huawei Technologies ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ด้านอุปกรณ์โทรคมนาคมของจีน ถูกการขึ้นบัญชีดำ ท่าทีแข็งกร้าวของจีน กระตุ้นความตึงเครียดระหว่างประเทศให้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะบั่นทอนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงและหนุนราคาทองคำเพิ่ม อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในหลายประเทศโดยเฉพาะในกลุ่มยุโรปดีขึ้นตามลำดับ โดยอิตาลี สเปน และอังกฤษจำนวนผู้เสียชีวิตรายวันลดลง นอกจากนี้ ข้อมูลจาก BloombergNEF ระบุว่า จีนมีแนวโน้มใช้จ่ายประมาณ 2.05 แสนล้านดอลลาร์ในปีนี้ในโครงการต่างๆ ด้านเทคโนโลยี, ระบบขนส่งมวลชน และโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน แนวโน้มดังกล่าว พยุงการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงจนสร้างแรงขายทำกำไรสลับกลับเข้ามายังตลาดทองคำ ทั้งนี้ แนะนำนักลงทุนสามารถเข้าซื้อเก็งกำไร โดยประเมินแนวรับไว้ที่ 1,752-1,747 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยหากราคาทองคำไม่หลุดแนวรับยังมีโอกาสเกิดแรงซื้อเก็งกำไรระยะสั้นเข้ามาอีกครั้ง และ ทยอยขายทองคำเพื่อทำกำไรออกมาเมื่อราคาขยับขึ้น ทดสอบแนวต้าน 1,767-1,779 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวโน้ม Gold Spot: หากราคาทองคำดีดตัวขึ้นไปยืนเหนือโซน 1,767 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ราคาอาจทดสอบแนวต้านถัดไปบริเวณ 1,779 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาไม่สามารถผ่านไปได้ อาจเกิดแรงขายทำกำไรออกมาอาจทำให้ราคาปรับตัวลงทดสอบแนวรับที่ 1,747-1,736 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position แนะนำให้ปิดสถานะบ้างหากราคาไม่สามารถผ่านแนวต้าน 1,767 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปได้ แต่หากราคาทองคำสามารถผ่านไปได้ นักลงทุนอาจชะลอการปิดสถานะไปบริเวณแนวต้านถัดไปที่ 1,779 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

Short Position  สามารถถือต่อได้หากราคาหลุดแนวรับ 1,747 ดอลลาร์ต่อออนซ์แต่หากราคาสามารถขึ้นไปยืนเหนือแนวต้าน 1,767ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ แนะนำให้ปิดสถานะขายลง

Open New แนะนำให้เก็งกำไรระยะสั้นโดยหาจังหวะเปิดสถานะซื้อหากราคาอ่อนตัวลงมาไม่หลุดโซนแนวรับ 1,752-1,747 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และให้ปิดสถานะทำกำไรเมื่อราคาปรับตัวขึ้น ทดสอบแนวต้าน 1,767-1,779 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และนักลงทุนอาจตัดขาดทุนหากราคาหลุดแนวรับ 1,736 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) ผู้บริหาร “หัวเว่ย” เผยสหรัฐเล่นงานบริษัทเพื่อครองอำนาจด้านเทคโนโลยี ไม่ใช่ความมั่นคงตามที่อ้าง  นายริชาร์ด หยู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำกลุ่มธุรกิจ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสิเนส กรุ๊ป เปิดเผยผ่านทางบัญชีวีแชทซึ่งเป็นแอปส่งข้อความของจีนว่า การที่รัฐบาลสหรัฐสั่งบริษัททั่วโลกแบนส่งออกอุปกรณ์ผลิตชิปให้กับบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยีนั้น มีจุดประสงค์เพื่อให้สหรัฐครองอำนาจด้านเทคโนโลยีของโลกต่อไป ไม่ได้มีเหตุผลด้านความมั่นคงอย่างที่อ้าง  ข้อความดังกล่าวระบุว่า “เหตุผลด้านความมั่นคงทางไซเบอร์เป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น” โดยสหรัฐได้กีดกันหัวเว่ยเพราะกลัวว่าบริษัทจากจีนจะเข้ามาครองอำนาจทางเทคโนโลยีแทนบริษัทสหรัฐ  ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น หลังกระทรวงพาณิชย์สหรัฐประกาศกฎเกณฑ์ใหม่ในวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายที่จะสกัดกั้นการส่งมอบเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกให้กับบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี ยักษ์ใหญ่ด้านอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมของจีน โดยเพิ่มแรงกดดันต่อหัวเว่ยซึ่งถูกขึ้นบัญชีดำอยู่แล้วเนื่องจากเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหรัฐ  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐระบุว่า บริษัทต่างชาติที่ใช้อุปกรณ์ผลิตชิปของสหรัฐจะต้องขอใบอนุญาตจากสหรัฐ ก่อนที่จะทำการส่งมอบอุปกรณ์ดังกล่าวให้กับหัวเว่ย  รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ถือว่า หัวเว่ยซึ่งเป็นผู้นำเครือข่ายสื่อสารไร้สาย 5G นั้น เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหรัฐ โดยเชื่อว่าอุปกรณ์ของหัวเว่ยอาจถูกใช้เพื่อทำการจารกรรมข้อมูลทางไซเบอร์ ขณะที่หัวเว่ยปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว  ด้านโฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนได้ออกมาคัดค้านมาตรการควบคุมการส่งออกครั้งล่าสุดของสหรัฐ โดยโฆษกจีนระบุว่า ที่ผ่านมาสหรัฐได้ใช้อำนาจรัฐในการคุกคามและจำกัดสิทธิบริษัทต่างชาติ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติและการควบคุมการส่งออกอยู่เสมอ ซึ่งเป็นการละเมิดหลักการตลาดและการแข่งขันที่เป็นธรรม เพิกเฉยต่อกฎพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ และเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงของอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก  โฆษกกล่าวเสริมว่า จีนเรียกร้องให้สหรัฐยุติการกระทำดังกล่าวทันที ส่วนจีนจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของบริษัทจีน
  • (-) สหรัฐเตรียมสำรองวัคซีนขณะการทดลองดำเนินไปต่อเนื่อง  กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐระบุว่า รัฐบาลสหรัฐวางแผนสำรองวัคซีนหลายร้อยล้านโดสที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อต่อสู้กับโควิด-19 โดยมีเป้าหมายว่า จะมีวัคซีนชนิดหนึ่งหรือมากกว่านั้นพร้อมใช้ภายในสิ้นปีนี้  นายอเล็ก อาซาร์ รัฐมนตรีกระทรวงสุขภาพและบริการประชาชนของสหรัฐ (HHS)  ระบุว่า “เรามีการพัฒนาวัคซีนกว่า 100 รายการ”  เขากล่าวว่า “สิ่งที่เรากำลังทำตอนนี้คือ เรากำลังจำกัดวัคซีนเหล่านั้นให้แคบลงสู่กลุ่มสำคัญที่เราจะลงทุนหลายร้อยล้านดอลลาร์และเพิ่มการผลิตวัคซีนภายในประเทศจำนวนมาก เพื่อที่ว่าภายในสิ้นปีนี้ เราหวังว่า จะมีวัคซีนชนิดหนึ่งชนิดหรือมากกว่านั้นที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผลและมีจำนวนหลายร้อยล้านโดส”
  • (-) อุตสาหกรรมยานยนต์สหรัฐเตรียมเปิดโรงงานผลิตอีกครั้ง หวังฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19  สื่อต่างประเทศรายงานว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ของสหรัฐ กำลังเริ่มกลับมาดำเนินการอีกครั้ง เพื่อฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)  รายงานระบุว่า ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ (GM) ฟอร์ด มอเตอร์ และเฟียต ไครสเลอร์ ออโตโมบิลส์ ต่างเตรียมความพร้อมที่จะเปิดโรงงานในอเมริกาเหนืออีกครั้ง ขณะที่บรรดาซัพพลายเออร์หลายแห่งได้เริ่มเปิดโรงงานผลิตตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วเพื่อลดผลกระทบด้านรายจ่ายที่เกิดจากภาวะชัตดาวน์ 
  • (-) ตลาดหุ้นยุโรปเปิดตลาดพุ่งขึ้น ขานรับผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์  ตลาดหุ้นยุโรปเปิดตลาดวันนี้พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากตลาดได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ในยุโรป โดยอิตาลีได้อนุญาตให้ร้านอาหารและโบสถ์เปิดทำการอีกครั้งในวันนี้ ภายหลังจากที่รัฐบาลของนานาประเทศต้องรับมือกับความเสียหายทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากโควิด-19   ดัชนี European Stoxx 600 พุ่ง 1.8% ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสเปิดวันนี้ที่ 4,361.03 จุด เพิ่มขึ้น 83.40 จุด, +1.95% ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีเปิดวันนี้ที่ 10,683.86 จุด เพิ่มขึ้น 218.69 จุด, +2.09%