ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 23, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 18 พ.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เน้นการซื้อขายทำกำไรระยะสั้นหลังจากราคาดีดตัวขึ้นแรงจึงอาจมีแรงขายทำกำไรสลับออกมา การเปิดสถานะซื้อแนะนำรอการอ่อนตัวลงเข้าใกล้แนวรับในโซน 1,747 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และพิจารณาโซน 1,761-1,767 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในการแบ่งปิดสถานะซื้อเพื่อทำกำไร

แนวรับ : 1,747 1,736 1,624 แนวต้าน : 1,767 1,779 1,788

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น  11.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการเปิดเผยยอดค้าปลีกที่ทรุดตัวลงเกินคาดถึง 16.4% ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นการดิ่งลงหนักที่สุดตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลในปี 1992 ประกอบกับความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐยังไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทาลง  หลังจากวันศุกร์กระทรวงพาณิชย์สหรัฐกำหนดกฎใหม่สั่งบริษัททั่วโลกแบนส่งออกอุปกรณ์ผลิตชิปให้บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี  ขณะที่นายหู สีจิน บรรณาธิการนสพ.โกลบอล ไทมส์ของรัฐบาลจีน ระบุว่า จีนอาจทำการตอบโต้ความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐด้วยการสอบสวนบริษัทสัญชาติอเมริกัน อาทิ Qualcomm, Cisco และ Apple ตามรายชื่อใน “Unreliable entity list” รวมทั้งระงับคำสั่งซื้อเครื่องบินจากโบอิ้งอีกด้วย  ประเด็นที่กล่าวมากดดันดอลลาร์ให้อ่อนค่าลง  พร้อมกับกระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  เนื่องจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับจีนอาจยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก  สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาทะยานขึ้นทำระดับสูงสุดของปีนี้ครั้งใหม่บริเวณ 1,751.72 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่มในวันศุกร์อีก +9.06 ตัน  เช้านี้ทองคำเดินหน้าทำระดับสูงสุดของปีนี้ครั้งใหม่ที่ 1,760 ดอลลาร์ต่อออนซ์  หลังนาย Jerome Powell ประธานเฟดให้สัมภาษณ์ในรายการ “60 Minutes” ทางช่อง CBS ว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอาจใช้เวลามากกว่า 1 ปี  แต่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างเต็มที่อาจต้องรอจนกระทั้งมีวัคซีนป้องกัน COVID-19 สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐจาก NAHB

จจัยทางเทคนิค :

ระหว่างวันหากราคาทองคำไม่หลุด 1,747 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะมีโอกาสดีดตัวขึ้น แต่กรอบแนวต้านด้านบนค่อนข้างจำกัด ขณะที่การขยับขึ้นจะมีแนวต้านโซน 1,761-1,767 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากหลุดแนวรับแรก แนวรับถัดไปจะอยู่ที่ 1,736  ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

ราคาทองคำมีจุดเปิดสถานะซื้อระยะสั้นในบริเวณโซน 1,747-1,736 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากหลุดแนวรับ 1,736 ดอลลาร์ต่อออนซ์)  แต่หากราคาขยับขึ้นไปก่อนให้พิจารณาบริเวณ 1,761-1,767 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นจุดปิดสถานะซื้อทำกำไร หากผ่านได้อาจชะลอการขายทำกำไรไปยังโซนแนวต้านถัดไป

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) สหรัฐเล่นงาน “หัวเว่ย” อีกรอบ สั่งบริษัททั่วโลกแบนส่งออกอุปกรณ์ผลิตชิป  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐประกาศกฎเกณฑ์ใหม่ในวันศุกร์ (15 พ.ค.) โดยมีเป้าหมายที่จะสกัดกั้นการส่งมอบเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกให้กับบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี ยักษ์ใหญ่ด้านอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมของจีน โดยเพิ่มแรงกดดันต่อหัวเว่ยซึ่งถูกขึ้นบัญชีดำอยู่แล้วเนื่องจากเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหรัฐ  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐระบุว่า กฎเกณฑ์ใหม่ดังกล่าวจะจำกัดขีดความสามารถของหัวเว่ยในการใช้เทคโนโลยี และซอฟท์แวร์ของสหรัฐ เพื่อการออกแบบ และผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของหัวเว่ยในต่างประเทศ  ทั้งนี้ บริษัทต่างชาติที่ใช้อุปกรณ์ผลิตชิปของสหรัฐจะต้องขอใบอนุญาตจากสหรัฐ ก่อนที่จะทำการส่งมอบอุปกรณ์ดังกล่าวให้กับหัวเว่ย
  • (+) แหล่งข่าววงในชี้จีนเตรียมเอาคืนสหรัฐ หากยังคงมีมาตรการกีดกัน”หัวเว่ย”  แหล่งข่าววงในของจีนที่ใกล้ชิดกับการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ระบุว่า จีนเตรียมตอบโต้บริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐ หากสหรัฐยังคงใช้มาตรการกีดกันบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี ซึ่งเป็นบริษัทสื่อสารโทรคมนาคมรายใหญ่ของจีน  นายหู สีจิน บรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ โกลบอล ไทมส์ของรัฐบาลจีน ระบุว่า จีนจะทำการสอบสวนบริษัทสหรัฐ ซึ่งรวมถึงควอลคอมม์, ซิสโก ซิสเต็มส์ และแอปเปิล หากสหรัฐยังคงใช้มาตรการกีดกันไม่ให้หัวเว่ยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน  “เท่าที่ผมรู้ หากสหรัฐยังคงสกัดไม่ให้หัวเว่ยเข้าซื้อสินค้าด้านเทคโนโลยีของสหรัฐ จีนก็จะสอบสวนบริษัทควอลคอมม์, ซิสโก และแอปเปิลตามรายชื่อใน “unreliable entity list” รวมทั้งระงับการซื้อเครื่องบินจากโบอิ้ง” ข้อความในทวิตเตอร์ระบุ 
  • (+) สหรัฐเผยยอดค้าปลีกทรุด 16.4% ดิ่งหนักเป็นประวัติการณ์จากพิษโควิด  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกทรุดตัวลง 16.4% ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นการดิ่งลงหนักที่สุดนับตั้งแต่ที่รัฐบาลเริ่มมีการเก็บรวบรวมข้อมูลดังกล่าวตั้งแต่ปี 2535 และย่ำแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะร่วงลง 12.3% หลังจากลดลง 8.3% ในเดือนมี.ค. 
  • (+) ดอลล์อ่อนค่า เหตุนลท.ขายหลังผิดหวังยอดค้าปลีกสหรัฐทรุดหนัก  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (15 พ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายดอลลาร์ หลังรัฐบาลสหรัฐเปิดเผยข้อมูลยอดค้าปลีกทรุดตัวลงอย่างหนักในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.07% สู่ระดับ 100.4103 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9722 ฟรังก์ จากระดับ 0.9744 ฟรังก์ แต่หากเทียบกับเงินเยน ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 107.30 เยน จากระดับ 107.23 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.4108 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.4073 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.0813 ดอลลาร์ จากระดับ 1.0782 ดอลลาร์, เงินปอนด์อ่อนค่าแตะที่ระดับ 1.2118 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2193 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.6417 ดอลลาร์ จากระดับ 0.6430 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (+) เฟดเผยการผลิตภาคอุตสาหกรรมทรุดหนักสุดรอบกว่า 100 ปีจากพิษโควิด  ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รายงานในวันนี้ว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมของสหรัฐดิ่งลง 11.2% ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นการทรุดตัวลงหนักที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลดังกล่าวเมื่อ 101 ปีก่อน หลังจากร่วงลง 5.4% ในเดือนมี.ค.  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าการผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมของสหรัฐจะร่วงลง 11.1% ในเดือนเม.ย.
  • (-) ผลสำรวจม.มิชิแกนชี้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐสูงเกินคาด  ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐดีดตัวสู่ระดับ 73.7 ในเดือนพ.ค. จากระดับ 71.8 ในเดือนเม.ย. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 65.0
  • (-) ที่ปรึกษาทำเนียบขาวยันข้อตกลงการค้าสหรัฐ-จีนไม่มีวันถูกยกเลิก  นายแลร์รี่ คุดโลว์ หัวหน้าที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาว กล่าวว่า ข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่มีการลงนามในเดือนม.ค.จะไม่มีวันถูกยกเลิก และขณะนี้ทั้งสองฝ่ายยังคงเจรจาการค้าต่อไป  นายคุดโลว์กล่าวว่า ข้อตกลงทางการค้ายังคงมีผลบังคับใช้ แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ที่จะตัดความสัมพันธ์กับจีน พร้อมกับโจมตีจีนว่าไม่ได้ดำเนินการอย่างเพียงพอในการสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 60.08 จุด ขานรับความหวังกิจกรรมเศรษฐกิจกระเตื้อง  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (15 พ.ค.) หลังการซื้อขายที่ผันผวน โดยตลาดได้แรงหนุนจากการที่นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่า การผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์จะช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐในเดือนนี้ แต่ตลาดปรับตัวขึ้นไม่มากนัก เนื่องจากนักลงทุนมีความวิตกมากขึ้นเกี่ยวกับความตีงเครียดด้านการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และตลาดยังถูกกดดันจากการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่อ่อนแอเกินคาดด้วย  ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 23,685.42 จุด เพิ่มขึ้น 60.08 จุด หรือ +0.25%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,863.70 จุด เพิ่มขึ้น 11.20 จุด หรือ +0.39% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 9,014.56 จุด เพิ่มขึ้น 70.84 จุด หรือ +0.79%