ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 23, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 18 ธ.ค.62(ภาคบ่าย) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,468 1,461 1,453

แนวต้าน : 1,487 1,495 1,504

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐกำลังดำเนินการในขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับกฎ 5 ประการที่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวเตอร์และการพิมพ์ 3 มิติที่มีการระบุในกฎหมายปี 2018 ให้ควบคุมเทคโนโลยีอ่อนไหวจากคู่แข่ง สร้างความวิตกให้กับธุรกิจสหรัฐว่า ทางกระทรวงจะร่างกฎระเบียบที่เข้มงวดที่จะยับยั้งการส่งออกไปยังลูกค้าสำคัญ เช่น จีน ทั้งนี้ ทางด้าน นายเกิง ซวง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวว่า จีนหวังว่าสหรัฐจะพยายามมากขึ้นในการสร้างความเชื่อใจซึ่งกันและกัน รายงานดังกล่าวบ่งชี้ว่า สหรัฐต้องการจำกัดการส่งออกสินค้าไฮเทคมายังจีน ซึ่งรัฐบาลจีนคัดค้านอย่างหนักต่อการดำเนินการดังกล่าว ทำให้นักลงทุนรอรายละเอียดที่เป็นรูปธรรมจากจีนและสหรัฐเกี่ยวกับข้อตกลงขั้นต้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่จีนย้ำว่า ความขัดแย้งทางการค้ายังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์  ระยะสั้นราคาทองคำพยายามดีดขึ้นหากไม่สามารถยืนเหนือแนวต้าน 1,482-1,487 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ราคาอาจอ่อนตัวลงทดสอบแนวรับ อย่างไรก็ตามหากไม่มีปัจจัยบวกโดดเด่นเพิ่มเติมมากพอจะเรียกแรงซื้อเข้ามาจนทำให้ผ่านโซนแนวต้านได้ จะเกิดแรงขายทำกำไรสลับเข้ามา ทำให้ราคาปรับตัวลง เบื้องต้นประเมินแนวรับโซน 1,468-1,461 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: ราคาทองคำพยายามดีดตัวกลับหลังจากอ่อนตัวลงไม่มาก แนะนำพิจารณาบริเวณแนวต้านระดับ 1,482-1,487 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาสามารถขึ้นไปยืนได้ น่าจะมีแรงซื้อตามเพื่อเก็งกำไรกลับเข้ามาอีกครั้ง แต่หากราคาไม่สามารถผ่านแนวต้านไปได้ มีแนวโน้มเกิดแรงขายทำกำไรออกมาอีกครั้ง และอาจทำให้ราคาปรับตัวลงไปอีก โดยประเมินแนวรับที่ 1,468-1,461 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position แนะนำให้ทยอยขายทำกำไรตามบริเวณแนวต้าน 1,482-1,487 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาไม่สามารถยืนได้ ขณะที่มีสถานะอยู่แล้วอาจชะลอการซื้อเพิ่มถ้าราคาไม่อ่อนตัวลง

Short Position ปิดสถานะหากราคายังสามารถยืนเหนือแนวรับ 1,468 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดโซนดังกล่าวสามารถรอทำกำไรบริเวณ แนวรับถัดไปที่ 1,461 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Open New สำหรับนักลงทุนระยะสั้นยังเน้นให้เล่นในกรอบ รอจังหวะเข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลงมาบริเวณแนวรับ 1,468-1,461 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และให้ขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวขึ้นหรือบริเวณแนวต้าน 1,482-1,487 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกทั้งนักลงทุนควรตั้งจุดตัดขาดทุนหากราคาไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) “มูดี้ส์” ชี้เศรษฐกิจโลกเผชิญความเสี่ยงมากที่สุดจากหนี้สินภาคธุรกิจจีน  นายมาร์ค แซนดิ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของมูดี้ส์ อนาไลติกส์เตือนว่า หนี้สินในภาคธุรกิจของจีนเป็นความเสี่ยงมากที่สุดต่อเศรษฐกิจโลก โดยระบุว่าความเสี่ยงดังกล่าวถือเป็นรอยเลื่อน (fault line) ที่สำคัญอย่างมาก  นายแซนดิกล่าวว่า ขณะที่หนี้ภาคธุรกิจเป็นรอยเลื่อนในระบบการเงินและเศรษฐกิจนั้น บริษัทของจีนที่มีภาระหนี้สินนั้นถือว่าเป็นความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น  นายแซนดิกล่าวว่า หนี้สินภาคเอกชนจีนเป็นความเสี่ยงมากที่สุด และกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในจีน โดยบริษัทจำนวนมากเผชิญความยากลำบากในการรับมือกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอลงซึ่งเกิดจากสงครามการค้า และปัจจัยอื่นๆ  นายแซนดิระบุว่า สถานการณ์หนี้ภาคเอกชนในสหรัฐนั้นคล้ายคลึงกัน แต่ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกัน ขณะที่การปล่อยกู้ได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก และบริษัทที่มีหนี้สินในระดับสูงนั้นจะได้รับผลกระทบ หากเศรษฐกิจชะลอตัวลงอีก  ทั้งนี้ ความเห็นของมูดี้ส์สอดคล้องกับของฟิทช์ เรทติ้งส์ที่ระบุเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า บริษัทเอกชนในจีนผิดนัดชำระหนี้ในอัตราที่สูงเป็นประวัติการณ์ในปีนี้   ฟิทช์ เรทติ้งส์เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า บริษัทเอกชนของจีนจำนวนสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 4.9% ผิดนัดชำระหนี้พันธบัตรในประเทศหรือพันธบัตรสกุลเงินหยวนในช่วง 11 เดือนแรกของปีนี้ โดยพุ่งขึ้นจากจำนวน 0.6% ในปี 2557
  • (-) ดัชนีราคาผู้ผลิตของเยอรมนีร่วง 0.7% ในเดือนพ.ย.  วันนี้สำนักงานสถิติแห่งชาติของเยอรมนี (Destatis) ระบุว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรป ลดลง 0.7% เมื่อเทียบรายปีในเดือนพ.ย. และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนีวัดราคาขายของผู้ผลิตภายในประเทศยังคงไม่เปลี่ยนแปลงที่ 0%  ราคาพลังงานลดลง 3.4% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่ราคาพลังงานเมื่อเทียบรายเดือนปรับขึ้น 0.2%   เมื่อไม่รวมพลังงาน ดัชนีโดยรวมปรับขึ้น 0.2% ในเดือนพ.ย. และเมื่อเทียบกับเดือนต.ค.ของปีเดียวกัน ดัชนีดังกล่าวลดลง 0.1%
  • (-) ประธานเฟดบอสตันชี้ไม่มีแนวโน้มที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยลงอีกในระยะใกล้นี้  นายเอริค โรเซนเกรน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาบอสตันเปิดเผยว่า เฟดไม่มีแนวโน้มที่จำเป็นจะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในระยะใกล้นี้ หากแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก  นายโรเซนเกรนซึ่งลงมติคัดค้านเฟดในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 3 ครั้งในปีนี้นั้น กล่าวด้วยว่า เขาคาดว่าแทบไม่มีโอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอตัวในปี 2563 เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มเชิงบวกในช่วงที่ผ่านมาของข้อมูลเศรษฐกิจ รวมถึงแรงหนุนจากนโยบายการคลังและการเงิน  นายโรเซนเกรนและนายโรเบิร์ต แคปแลน ประธานเฟดสาขาดัลลัสมีความเห็นสอดคล้องกันว่า นโยบายที่เหมาะสมสำหรับเฟดในขณะนี้ได้แก่ การตรึงอัตราดอกเบี้ยหลังจากปรับลดลง 3 ครั้งนับตั้งแต่เดือนก.ค.  นายโรเซนเกรนคาดว่าอัตราการว่างงานของสหรัฐจะปรับตัวในช่วงแคบๆ อยู่ที่ราวระดับปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 3.5% และใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 50 ปี  ส่วนอัตราเงินเฟ้อนั้น เขาคาดว่ามีแนวโน้มปรับตัวขึ้นสู่ราว 2% โดยได้แรงหนุนจากตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง
  • (+/-) บอร์ด กนง. นัดสุดท้ายของปีมีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25%  คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2562 ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายของปี มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.25% เนื่องจากคณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าประมาณการเดิม และต่ำกว่าระดับศักยภาพ จากการส่งออกที่ลดลง ซึ่งส่งผลไปสู่การจ้างงานและอุปสงค์ในประเทศ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมายเดิม ภาวะการเงินโดยรวมยังผ่อนคลาย ซึ่งเป็นผลจากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งในช่วงที่ผ่านมา
  • (+/-) ผู้แทนการค้าชี้ข้อตกลงการค้าสหรัฐ-อังกฤษสำคัญเป็นอันดับแรกสำหรับสหรัฐ  เมื่อวานนี้นายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ระบุว่า ข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐและอังกฤษเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกสำหรับสหรัฐ และการเจรจาจะเริ่มขึ้นทันทีที่อังกฤษตกลงต่อวัตถุประสงค์  เขากล่าวว่า “แน่นอนว่าอังกฤษสำคัญเป็นอันดับแรก ทันทีที่พวกเขาเห็นพ้องต่อวัตถุประสงค์ เราจะเริ่มการเจรจา”