เสาร์. พ.ย. 23rd, 2019

วิเคราะห์ราคาทองคำ 18 ต.ค.62(ภาคเช้า) by HGF

โดย  : บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด(HGF)

ทองคำทรงตัว อังกฤษและสหภาพยุโรปบรรลุข้อตกลง Brexit

วันเสาร์นายกรัฐมนตรีอังกฤษจะแถลงข้อตกลง Brexit ต่อรัฐสภา

 ทองคำคาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,480-1,500 ดอลลาร์

  • ราคาทองคำ Spot เมื่อวานเคลื่อนไหวในกรอบ 1,483-1,497  ดอลลาร์และปิดตลาดทรงตัว โดยนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ Brexit เนื่องจากอังกฤษและสหภาพยุโรป (EU) บรรลุข้อตกลงอังกฤษถอนตัวจากสหภาพยุโรป (Brexit) ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ประกาศเมื่อคืนที่ผ่านมาออกมาไม่ดี ทั้งดัชนีกิจกรรมการผลิตของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟียเดือนต.ค. การเริ่มสร้างบ้านเดือนก.ย. จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ย. ทางด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำเท่าเดิมเมื่อวาน
  • ประเด็นการค้าและการเมืองระหว่างสหรัฐและจีนยังเป็นปัจจัยหลักที่จะมีผลต่อราคาทองคำ ส่วนคืนนี้สหรัฐจะประกาศดัชนีชี้นำภาวะเศรษฐกิจเดือนก.ย. ตลาดคาดจะเพิ่มขึ้น 0.1% จากที่เดือนส.ค.ทรงตัว และวันเสาร์นี้นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ จะแถลงข้อตกลง Brexit ต่อรัฐสภา หลังจากนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะอภิปรายว่าจะรับรองข้อตกลง Brexit ฉบับใหม่ที่นายจอห์นสันเห็นชอบร่วมกับสหภาพยุโรปหรือไม่
  • แนวโน้มราคาทองคำคาดยังเคลื่อนไหวในกรอบ 1,480-1,500  ดอลลาร์ โดยราคาทองคำมีแนวรับที่ 1,480 ดอลลาร์ และแนวรับถัดไป 1,470 ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้าน 1,500 ดอลลาร์

ราคาทองคำตลาดโลก

Close chg. Support Resistance
1,491.70 +1.7 1,480/1,470 1,500/1,510

ราคาทองคำแท่ง 96.5%

Close chg. Support Resistance
21,350 -50 21,300/21,200 21,500/21,600

โกลด์ฟิวเจอร์ส

Close chg Support Resistance
21,520 +90 21,420/21,320 21,620/21,720

เทรดดิ้งระยะสั้นแนะนำซื้อขายตามกรอบราคาทอง Spot ระหว่าง 1,480-1,500 ดอลลาร์ การเปิดสถานะซื้อเก็งกำไรการฟื้นตัวแนะนำเมื่อราคาทองคำ Spot ปรับลงมาที่บริเวณ 1,480 ดอลลาร์ (GF 21,420 บาท) โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,470 ดอลลาร์ (GF 21,320 บาท)

โกลด์ออนไลน์ฟิวเจอร์

Close chg Support Resistance
1,504.30 +11.20 1,488/1,478 1,508/1,518

เทรดดิ้งระยะสั้นแนะนำซื้อขายตามกรอบราคา GOZ19 ระหว่าง 1,488-1,508 ดอลลาร์

ค่าเงินบาท

เงินบาทในวันนี้คาดมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบแคบและแข็งค่าขึ้น ซึ่งเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักยังอ่อนค่าลง และกระแสเงินทุนจากต่างประเทศที่ยังไหลเข้าไทย โดย USD Futures คาดจะมีแนวรับที่ 30.30 และ 30.27 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้านที่  30.35 และ 30.38 บาท/ดอลลาร์

News

ตลาดการเงินต่างประเทศ : ปอนด์แข็งเทียบดอลล์ ขานรับอังกฤษ-EU บรรลุข้อตกลง Brexit

          เงินปอนด์แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนที่ผ่านมา (17 ต.ค.) หลังจากมีรายงานว่า อังกฤษและสหภาพยุโรป (EU) สามารถบรรลุข้อตกลงของอังกฤษในการถอนตัวจากสหภาพยุโรป (Brexit) ขณะที่ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ซบเซา ซึ่งรวมถึงการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ร่วงลงหนักสุดในรอบ 5 เดือน เงินปอนด์ได้รับแรงหนุนจากการที่นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ Brexit หลังจากสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปบรรลุข้อตกลงใหม่ โดยทั้งนายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ และนายฌอง-คล้อด ยุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ต่างทวีตข้อความยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันแล้ว

ตลาดโลหะมีค่าต่างประเทศ : ทองปิดบวก $4.3 หลังดอลล์อ่อน

          สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนที่ผ่านมา (17 ต.ค.) โดยได้ปัจจัยหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจที่ซบเซาของสหรัฐยังช่วยหนุนแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย  สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 4.3 ดอลลาร์ หรือ 0.29% ปิดที่ 1,498.3 ดอลลาร์/ออนซ์ สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 18.5 เซนต์ หรือ 1.06% ปิดที่ 17.612 ดอลลาร์/ออนซ์

ตลาดน้ำมันดิบต่างประเทศ : น้ำมัน WTI ปิดบวก 57 เซนต์ หลังสต็อกเบนซินสหรัฐร่วงเกินคาด

          สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนที่ผ่านมา (17 ต.ค.) หลังจากรายงานระบุว่า สต็อกน้ำมันเบนซินและน้ำมันกลั่นของสหรัฐปรับตัวลงมากกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ นอกจากนี้ ตลาดน้ำมันยังได้รับปัจจัยหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ รวมทั้งการบรรลุข้อตกลง Brexit ระหว่างอังกฤษและสหภาพยุโรป (EU) สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้น 57 เซนต์ หรือ 1.1% ปิดที่ 53.93 ดอลลาร์/บาร์เรล  สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 49 เซนต์ หรือ 0.8% ปิดที่ 59.91 ดอลลาร์/บาร์เรล

ตลาดหุ้นต่างประเทศ : ดาวโจนส์ปิดบวก 23.90 จุด ขานรับข้อตกลง Brexit,ผลประกอบการสดใส

          ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนที่ผ่านมา (17 ต.ค.) ขานรับผลประกอบการที่สดใสของบริษัทจดทะเบียน รวมทั้งข่าวที่ว่า อังกฤษและสหภาพยุโรป (EU) สามารถบรรลุข้อตกลงของอังกฤษในการถอนตัวจากสหภาพยุโรป (Brexit) นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยหนุนจากการที่นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลังจากสหรัฐและตุรกีได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงในพื้นที่ตอนเหนือของซีเรีย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 27,025.88 จุด เพิ่มขึ้น 23.90 จุด หรือ +0.09% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,997.95 จุด เพิ่มขึ้น 8.26 จุด หรือ +0.28% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,156.85 จุด เพิ่มขึ้น 32.67 จุด หรือ +0.40%

เฟดเผยรายงาน Beige Book ชี้เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวเล็กน้อย ขณะภาคเอกชนวิตกสงครามการค้า

          ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจทั้ง 12 เขต หรือ “Beige Book” เมื่อวานนี้ โดยระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวเล็กน้อยในเดือนก.ย.จนถึงช่วงต้นเดือนต.ค. ขณะที่บริษัทเอกชนจำนวนมากมีมุมมมองเป็นลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงหลายเดือนข้างหน้า โดยรายงานดังกล่าวถือเป็นสัญญาณล่าสุดที่บ่งชี้ว่า นโยบายการค้าของสหรัฐยังคงส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศ รายงานของเฟดระบุว่า แม้ภาคธุรกิจมีความหวังว่าเศรษฐกิจจะยังคงขยายตัว แต่บริษัทเอกชนจำนวนมากได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางธุรกิจในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า ขณะที่เฟดในบางเขตรายงานว่า ความตึงเครียดด้านการค้าและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกได้ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ยกตัวอย่างเช่น เฟดบอสตันได้รับแจ้งว่า ผู้ผลิตชิปหลายรายจะเลื่อนการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ เนื่องจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนซึ่งยืดยื้อมานานถึง 15 เดือนในขณะนี้ ได้ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยส่งผลให้กิจกรรมด้านการผลิตของสหรัฐดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปีในเดือนก.ย. ขณะที่การลงทุนในภาคธุรกิจชะลอตัวลง เนื่องจากความไม่แน่นอนของภาษีศุลกากรได้ทำให้บริษัทต่างๆเลื่อนการตัดสินใจในการลงทุน นอกจากนี้ รายงานของเฟดยังระบุว่า ตลาดแรงงานยังคงตึงตัว โดยการจ้างงานทั่วไปเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ท่ามกลางความยากลำบากในการหาคนงาน   ทั้งนี้ การเปิดเผยรายงาน Beige Book ครั้งล่าสุดนี้ มีขึ้นก่อนที่การประชุมนโยบายการเงินของเฟดครั้งต่อไปจะมีขึ้นในวันที่ 29-30 ต.ค.นี้

ปธ.สภาผู้แทนฯสหรัฐชี้”ทรัมป์”ออกอาการสติแตก หลังส.ส.รีพับลิกันร่วมจวกกรณีสั่งถอนทหารจากซีเรีย

          การประชุมที่ทำเนียบขาวระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และบรรดาผู้นำสภาคองเกรสเพื่อควบคุมผลกระทบจากวิกฤตการณ์ซีเรียนั้น ได้หยุดชะงักลงอย่างฉับพลันเมื่อวานนี้ หลังจากที่นางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรกล่าวว่า ปธน.ทรัมป์มีอาการอาละวาดโวยวายอย่างรุนแรง นางเพโลซีกล่าวว่า ปธน.ทรัมป์ดูเหมือนจะมีอาการโกรธจัด หลังจากส.ส.พรรครีพับลิกัน 129 คนสนับสนุนการลงมติให้ตำหนิปธน.ทรัมป์ที่สั่งถอนกองกำลังสหรัฐออกจากซีเรีย โดยนายชัค ชูเมอร์ ผู้นำพรรคเดโมแครตในวุฒิสภาสหรัฐกล่าวว่า การที่ปธน.ทรัมป์ก่นด่านางเพโลซีด้วยถ้อยคำที่น่ารังเกียจ ทำให้ผู้นำของพรรคเดโมแครตตัดสินใจเดินออกจากที่ประชุม แหล่งข่าวของพรรคเดโมแครตระบุว่า ปธน.ทรัมป์แสดงความไม่พอใจ หลังจากที่นายชูเมอร์อ้างคำกล่าวของนายจิม แมททิส อดีตรมว.กลาโหมของทรัมป์ซึ่งกล่าวกับสถานีโทรทัศน์ NBC เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า หากสหรัฐไม่คอยกดดันต่อไป กลุ่มรัฐอิสลาม (IS) ก็จะฟื้นคืนชีพอีกครั้ง ปธน.ทรัมป์ได้ตำหนินายแมททิสว่า เป็นนายพลที่โอเวอร์มากที่สุดในโลก และยกย่องตัวเองซึ่งไม่ใช่อดีตนายพลนาวิกโยธิน ในการเอาชนะกลุ่ม IS ทางด้านนางสเตฟานี กริสแฮม โฆษกทำเนียบขาวได้ออกแถลงการณ์สนับสนุนปธน.ทรัมป์ว่า ปธน.ทรัมป์มีการไตร่ตรอง, ยึดหลักความเป็นจริง และมีความเด็ดขาด ในขณะที่การตัดสินใจของนางเพโลซีที่เดินออกจากที่ประชุมนั้น เป็นการทำให้เรื่องยุ่งเหยิง แต่ก็ไม่น่าประหลาดใจ เพราะเธอไม่ได้ตั้งใจฟังหรือมีส่วนร่วมในการประชุมที่สำคัญในเรื่องความมั่นคงของชาติ

“ทรัมป์” ขู่คว่ำบาตรตุรกีมากขึ้น หากการเจรจาระดับสูงล้มเหลว

          ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐได้ขู่วานนี้ว่า ตุรกีจะเผชิญกับการคว่ำบาตรที่รุนแรง หากการหารือระดับสูงระหว่างทั้งสองฝ่ายไม่ได้ผล “ผมคิดว่าพวกเขาจะมีการประชุมที่ประสบความสำเร็จ” ปธน.ทรัมป์กล่าวที่ทำเนียบขาวในงานแถลงข่าวร่วมกับประธานาธิบดีเซอร์จิโอ มัตตาเรลลาของอิตาลีที่เดินทางเยือนสหรัฐ โดยปธน.ทรัมป์ระบุถึงการประชุมระหว่างนายไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐกับนายเรเซป ตอยยิบ เออร์โดกัน ประธานาธิบดีตุรกีในวันนี้ “หากพวกเขาไม่ทำเช่นนั้น การคว่ำบาตรและการเก็บภาษีนำเข้า รวมถึงสิ่งอื่นๆที่เรากำลังทำนั้น เราก็จะทำกับตุรกี ซึ่งจะทำลายเศรษฐกิจของตุรกี” ปธน.ทรัมป์กล่าวเสริม สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นายเพนซ์ พร้อมด้วยนายไมค์ ปอมเปโอ รมว.ต่างประเทศและเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ได้เดินทางไปยังตุรกีในวันพุธ โดยเรียกร้องให้ตุรกียุติการโจมตีในซีเรีย ซึ่งปธน.เออร์โดกันได้ปฏิเสธการเรียกร้องดังกล่าว นายเพนซ์คาดว่าจะเข้าพบกับปธน.เออร์โดกันในวันนี้ ซึ่งเขาจะ “ย้ำถึงความมุ่งมั่นของปธน.ทรัมป์ในการลงโทษด้วยการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อตุรกีจนกว่าจะมีการบรรลุมติ” สำนักงานของนายเพนซ์ระบุในแถลงการณ์ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สหรัฐได้ออกมาตรการคว่ำบาตรตุรกีเกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารในซีเรีย รวมถึงการขึ้นบัญชีดำเจ้าหน้าที่ระดับสูงของตุรกี, การระงับเจรจาการค้าทวิภาคี และ การเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าเหล็กจากตุรกี