อังคาร. เม.ย. 7th, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 18 ก.พ.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

ราคาอาจค่อยๆปรับตัวขึ้น โดยยังมีโอกาสไปทดสอบแนวต้านโซนที่ 1,589-1,593 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคายืนไม่ได้อาจเกิดแรงขายทำกำไรระยะสั้นออกมา เมื่อราคาทองคำอ่อนตัวลงจะมีแนวรับบริเวณ 1,578-1,565 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,578 1,565 1,558 แนวต้าน : 1,593 1,602 1,611

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง  3.39  ดอลลาร์ต่อออนซ์  ขณะที่ในระหว่างวันแกว่งตัวแคบในกรอบ 1578.50- 1583.73  ดอลลาร์ต่อออนซ์  ท่ามกลางปริมาณการซื้อขายที่เบาบางกว่าปกติเนื่องจากตลาดเงิน  ตลาดทุน  และตลาดโลหะมีค่านิวยอร์กปิดทำการในวัน Presidents’ Day อย่างไรก็ดี ราคาทองคำสามารถปิดตลาดเหนือ 1,580  ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้  โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยจากความวิตกว่าการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก  ขณะที่เช้านี้  ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อ  หลังบริษัทแอปเปิล อิงค์เปิดเผยว่า ทางบริษัทอาจไม่สามารถบรรลุเป้าหมายผลประกอบการที่คาดหมายไว้สำหรับไตรมาสเดือนมี.ค.(Q1) เนื่องจากการระบาดของไวรัส Covid-19 ทำให้การผลิตไอโฟนชะลอลงและทำให้อุปสงค์ในจีนลดลง  ส่งผลให้เช้านี้สัญญาฟิวเจอร์สตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลง  สะท้อนนักลงทุนหลีกเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยงแล้วกลับเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย  เห็นได้จากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ,  การแข็งค่าของเงินเยน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ร่วงลง  ซึ่งหากความวิตกยังดำเนินต่อไปก็อาจสร้างแรงหนุนให้กับราคาทองคำได้ต่อ  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ  อาทิ  ดัชนี Empire State Index และดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยจาก NAHB

จจัยทางเทคนิค :

แนวต้าน 1,593 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นระดับสูงสุดช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อราคาปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น หากมีแรงขายทำกำไรสลับออกมาเพิ่มขึ้น จนราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านได้ จะมีผลให้ราคาปรับตัวลงเพื่อสะสมแรงซื้ออีกครั้ง เบื้องต้นหากการดีดตัวกลับไม่มาก มีโอกาสเกิดแรงขายกลับลงมา โดยมีแนวรับโซน 1,578-1,565 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

แนะนำให้แบ่งขายทองคำออกขายเพื่อทำกำไร หากราคาทองคำขยับขึ้นไม่ผ่านแนวต้าน 1,589-1,593 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้ หากราคาอ่อนตัวสามารถยืนเหนือแนวรับ 1,578-1,565 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ อาจปิดสถานะขายออกทำกำไรบางส่วน สำหรับสถานะขายตัดขาดทุนหากราคาผ่านโซน 1,593 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ผลวิจัยชี้บริษัททั่วโลกถึง 5 ล้านบริษัทมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19  ผลการวิจัยของบริษัท Dun & Bradsteet เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือไวรัสโควิด-19 และการปิดโรงงานต่าง ๆ ในจีนอันเนื่องมาจากมาตรการควบคุมและป้องกัน อาจจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั่วโลกกว่า 5 ล้านแห่ง  โดยมณฑลที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากไวรัสโควิด-19 นั้น มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายธุรกิจทั่วโลก และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและมีการยืนยันจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสมากกว่า 100 คนนั้น ล้วนเป็นสถานที่ตั้งของบริษัทต่าง ๆ กว่า 90% ในจีน ในขณะที่บริษัท 19% ที่มีสาขาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบนั้น มีสำนักงานใหญ่อยู่ในสหรัฐ
  • (+) WTO แสดงทัศนะเชิงลบต่อแนวโน้มการค้าขณะชี้ไวรัสสร้างความเสี่ยง  เมื่อวานนี้องค์การอนามัยโลก (WTO) ระบุว่า การเติบโตทางการค้าโลกในด้านสินค้ามีแนวโน้มจะยังคงอ่อนแอในต้นปี 2020 และเสริมว่า ผลงานที่ต่ำกว่าแนวโน้มอาจย่ำแย่ลงมากขึ้นจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่  WTO ระบุว่า ดัชนีการค้าด้านสินค้าขององค์การการค้าโลกลดลงสู่ 95.5 จาก 96.6 ในรายงานเดือนพ.ย. ตัวเลขที่ต่ำกว่า 100 บ่งชี้ว่า การเติบโตทางการค้าต่ำกว่าแนวโน้มระยะกลาง  องค์การอนามัยโลกระบุว่า ตัวเลขใหม่ไม่ได้รวมความคืบหน้าล่าสุด เช่น การระบาดของไวรัสโคโรนา ซึ่งอาจบั่นทอนแนวโน้มทางการค้าเพิ่มเติม   WTO ระบุว่า การค้าทั่วโลกปรับลง 0.2% เมื่อเทียบรายปีในไตรมาส 3 ของปี 2019 และมีแนวโน้มปรับขึ้นในไตรมาส 4  อย่างไรก็ตาม ข้อมูลใหม่บ่งชี้ว่า การฟื้นตัวนี้จะไม่ยั่งยืน โดยในขณะนี้ดูเหมือนว่าจะเกิดการปรับลงในเดือนม.ค.-มี.ค.ปี 2020
  • (+) “แอปเปิล”อาจไม่บรรลุเป้าหมายผลประกอบการที่คาดไว้จากผลกระทบไวรัสโคโรนา  บริษัทแอปเปิล อิงค์เปิดเผยเมื่อวานนี้ว่า ทางบริษัทจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายผลประกอบการที่คาดหมายไว้สำหรับไตรมาสเดือนมี.ค. เนื่องจากการระบาดของไวรัสโคโรนาทำให้การผลิตไอโฟนชะลอลงและทำให้อุปสงค์ในจีนลดลง  บริษัทแอปเปิลระบุในแถลงการณ์ต่อนักลงทุนว่า โรงงานการผลิตของแอปเปิลในจีนเริ่มเปิดทำการอีกครั้ง แต่เพิ่มการผลิตช้ากว่าที่คาด  อุปทานไอโฟนของแอปเปิลทั่วโลกจะมีจำกัด ในขณะที่ทางบริษัทพยายามดำเนินการเต็มกำลังการผลิต   “การขาดแคลนอุปทานไอโฟนจะกระทบรายได้ทั่วโลกชั่วคราว” ทางบริษัทระบุ
  • (-) มาตรการจีน, กลุ่มธนาคารอิตาลีหนุนหุ้นยุโรป  หุ้นยุโรปแตะระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันจันทร์ หลังการปรับขึ้นในหุ้นกลุ่มธนาคารอิตาลีและความพยายามครั้งใหม่ของจีนในการจำกัดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของไวรัสโคโรนาหนุนทัศนะนักลงทุน  แม้กิจกรรมตลาดลดลงเนื่องจากวันหยุดสหรัฐ แต่ดัชนี STOXX600 ของตลาดหุ้นยุโรปปิดบวก 1.46 จุด หรือ 0.34% สู่ 431.98 ในวันจันทร์ โดยหุ้นเยอรมนี ซึ่งอ่อนไหวต่อการค้าแตะระดับสูงสุดตลอดกาล หลังจีนยกระดับมาตรการกระตุ้น  อีกปัจจัยหนุนทัศนะคือหุ้น UBI Banca ซึ่งเป็นธนาคารรายใหญ่อันดับ 5 ของอิตาลีทะยานขึ้น 5.5% หลังตั้งเป้าทำกำไรสุทธิเพิ่มเกือบสองเท่าภายใน 3 ปีข้างหน้า ส่งให้หุ้นกลุ่มธนาคารในวงกว้างของอิตาลีปรับขึ้น 1.8%  แม้ว่าจีนรายงานยอดผู้ติดเชื้อมากขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ลดคาดการณ์การเติบโต แต่นักลงทุนพอใจต่อการเคลื่อนไหวลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางจีน   ส่วนรัฐมนตรีคลังยูโรโซนจะหารือเอกสารที่เรียกร้องให้ใช้นโยบายการคลังที่เป็นมิตรต่อการเติบโตมากขึ้น หลังเยอรมนีกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยและการระบาดของไวรัสโคโรนาสร้างความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก
  • (+/-) ตลาดวอลล์สตรีทปิดทำการวันนี้ เนื่องในวันประธานาธิบดีสหรัฐ  ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดทำการวันนี้ เนื่องในวันประธานาธิบดีสหรัฐ นอกจากนี้ ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กก็ปิดทำการในวันนี้เช่นกัน