ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 22, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 17 ส.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

ยังมีลุ้นที่ราคาอาจไปทดสอบแนวต้านโซนที่ 1,952-1,971 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่นักลงทุนที่มีสถานะซื้อจำนวนมากอาจพิจารณาลดสถานะซื้อลงเพื่อควบคุมเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลังจากราคาทิ้งตัวลงแรง เมื่อราคาเริ่มฟื้นตัวขึ้น

แนวรับ : 1,919 1,898 1,881 แนวต้าน : 1,952 1,971 1,988

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดปรับตัวลดลง 7.16 ดอลลาร์ต่อออนซ์  พร้อมปิดปรับตัวลดลงในรายสัปดาห์เป็นสัปดาห์แรกนับตั้งแต่ต้นเดือนมิ.ย.  โดยทองคำได้รับแรงกดดันจากการทะยานขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐ  ท่ามกลางแรงเทขายพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยหลังการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐในระยะนี้ที่ออกมาดีเกินคาด  เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้นจึงทำให้ค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ในการถือครองทองคำเพิ่มสูงขึ้นตาม  จนเป็นปัจจัยกดดันราคา  อย่างไรก็ดี  สกุลเงินดอลลาร์เริ่มกลับมาอ่อนค่าลงในวันศุกร์หลังการเปิดเผยยอดค้าปลีกที่เพิ่มขึ้นเพียง 1.2% ในเดือนก.ค. “ต่ำกว่า” ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 1.9%  นอกจากนี้ดอลลาร์ยังได้รับแรงกดดันเพิ่มจากความล่าช้าของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลังรอบใหม่ ขณะที่วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในช่วงพักการประชุมและยังไม่มีกำหนดการเจรจาครั้งใหม่กับทำเนียบขาว  สถานการณ์ดังกล่าวช่วยกระตุ้นแรงซื้อ Buy the dip จนทำให้ทองคำฟื้นตัวขึ้นและลดช่วงติดลบลงในที่สุด  ด้านกองทุน SPDR ลดการถือครองทองคำลงในวันศุกร์ -3.80 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยดัชนี Empire State Index และดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยจาก NAHB  นอกจากนี้ยังต้องติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐ  หลังจากสหรัฐ-จีนเลื่อนการเจรจาข้อตกลงการค้าในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาออกไปอย่างไม่มีกำหนด  ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์  เพิ่งลงนามคำสั่งบริหารกำหนดให้บริษัท ByteDance ของจีนขายธุรกิจ “TikTok” ในสหรัฐภายใน 90 วันข้างหน้านี้

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำทดสอบแนวต้านที่ 1,952-1,971 ดอลลาร์ต่อออนซ์แต่ ยังไม่สามารถผ่านได้ ซึ่งนักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไรเนื่องจากก่อนหน้านี้ ราคามีการทิ้งตัวลงแรง หากราคาปรับตัวขึ้นอาจมีแรงขายออกมากดดันราคาอีกครั้ง อย่างไรก็ตามหากการอ่อนลงไม่หลุดโซนแนวรับระยะสั้นอยู่ที่ 1,919 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ราคาจะพยายามทรงตัวและสร้างฐานของราคา

กลยุทธ์การลงทุน :

แบ่งทองคำออกขายทำกำไร หากราคาทองคำไม่ผ่านแนวต้านที่ 1,952-1,971 ดอลลาร์ต่อออนซ์  (ตัดขาดทุนสถานะขายหากราคาผ่าน 1,971 ดอลลาร์ต่อออนซ์)  เพื่อรอเข้าซื้อคืนเพื่อทำกำไรหากราคาสามารถยืนเหนือโซน 1,919 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากหลุดสามารถถือสถานะขายต่อ

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) “ทรัมป์” ลงนามคำสั่งบริหารให้ขาย “TikTok” ภายใน 90 วัน  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐลงนามคำสั่งบริหารกำหนดให้บริษัท ByteDance ของจีนขายธุรกิจแอพพลิเคชั่นแบ่งปันวิดีโอ “TikTok” ในสหรัฐภายใน 90 วันข้างหน้า  ปธน.ทรัมป์ระบุว่า “มีหลักฐานที่น่าเหลือเชื่อที่ทำให้ผมเชื่อว่า ByteDance อาจดำเนินการที่เสี่ยงต่อการบั่นทอนความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ”  ในทางตรงกันข้าม กระทรวงการต่างประเทศของจีนยืนยันว่า ประเด็น “TikTok” ไม่ใช่เรื่องความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐและคำสั่งดังกล่าว “เป็นการกดขี่บริษัทต่างชาติโดยปราศจากหลักฐานและไม่มีเหตุผล”
  • (+) ส่องพอร์ต “วอร์เรน บัฟเฟตต์” ชี้เทขายหุ้นแบงก์ เพิ่มถือหุ้นเหมืองทองคำ  บริษัทเบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ อิงค์ของนายวอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนระดับตำนานของโลกได้เปิดเผยในวันศุกร์ (14 ส.ค.) ว่า บริษัทได้ปรับลดการลงทุนในหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐ โดยลดการถือหุ้นในธนาคารเวลส์ ฟาร์โก และเจพีมอร์แกน เชส ขณะที่ขายหุ้นที่ถืออยู่ในโกลด์แมน แซคส์  ทั้งนี้ ในรายงานที่ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐซึ่งเปิดเผยรายละเอียดการลงทุนในไตรมาส 2 ซึ่งสิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมาบ่งชี้ว่า เบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ได้เข้าลงทุนครั้งใหม่ด้วยการซื้อหุ้นของบริษัทบาร์ริค โกลด์ คอร์ปของแคนาดา จำนวน 20.9 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าการลงทุนราว 563.5 ล้านดอลลาร์ และคิดเป็นสัดส่วนการลงทุนราว 0.3% ของพอร์ตการลงทุนของเบิร์กเชียร์ โดยบาร์ริค โกลด์ เป็นหนึ่งในบริษัทเหมืองทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลก
  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลัก ผิดหวังยอดค้าปลีกสหรัฐเพิ่มน้อยกว่าคาด  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (14 ส.ค.) เนื่องจากนักลงทุนขายดอลลาร์ออกมา หลังผิดหวังกับการเปิดเผยข้อมูลยอดค้าปลีกเดือนก.ค.ของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาด  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.26% สู่ระดับ 93.0957 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเยนที่ระดับ 106.55 เยน จากระดับ 106.90 เยน และดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิสที่ระดับ 0.9093 ฟรังก์ จากระดับ 0.9107 ฟรังก์ แต่ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดาที่ระดับ 1.3256 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3224 ดอลลาร์แคนาดา  ส่วนยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ที่ระดับ 1.1837 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1800 ดอลลาร์, เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะระดับ 1.3090 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3053 ดอลลาร์
  • (+) สหรัฐเผยยอดค้าปลีกเพิ่มน้อยกว่าคาดในเดือนก.ค.   กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้นเพียง 1.2% ในเดือนก.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.9% หลังจากดีดตัวขึ้น 8.4% ในเดือนมิ.ย.
  • (+) สหรัฐคาดยอดตายจากโควิด-19 แตะ 2 แสนราย 5 ก.ย.นี้  สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐ (CDC) ได้เผยแพร่รายงานคาดการณ์จำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ฉบับใหม่ ซึ่งระบุว่าจำนวนผู้ป่วยเสียชีวิตในสหรัฐ อาจเพิ่มเป็น 200,000 ราย ภายในวันที่ 5 ก.ย.นี้  รายงานที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี (13 ส.ค.) คาดการณ์ว่า สหรัฐจะมีผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 เพิ่ม 4,200-10,600 รายในช่วงสัปดาห์ที่สิ้นสุดในวันที่ 5 ก.ย. ส่งผลให้สหรัฐมีผู้ป่วยเสียชีวิตสะสม 180,000-200,000 รายเมื่อนับถึงวันดังกล่าว
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวกเล็กน้อย ผิดหวังยอดค้าปลีกเพิ่มน้อยกว่าคาด  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดปรับตัวขึ้นเล็กน้อยเมื่อคืนนี้ (14 ส.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดลดลง หลังสหรัฐเปิดเผยข้อมูลยอดค้าปลีกที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาด ซึ่งทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 27,931.02 จุด เพิ่มขึ้น 34.30 จุด หรือ +0.12% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,372.85 จุด ลดลง 0.58 จุด หรือ +0.02% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,019.30 จุด ลดลง 23.20 จุด หรือ -0.21%
  • (-) ผลสำรวจม.มิชิแกนชี้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐสูงกว่าคาดในเดือนส.ค.  ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐขยับขึ้นสู่ระดับ 72.8 ในเดือนส.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 72.0 จากระดับ 72.5 ในเดือนก.ค.