พฤหัส. พ.ย. 21st, 2019

วิเคราะห์ราคาทองคำ 17 ต.ค.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

แนะนำซื้อขายทำกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัว หากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือบริเวณแนวต้านโซน 1,498-1,508 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ แนะนำแบ่งทองคำออกขายเพื่อรอซื้อในโซน แนวรับ 1,477-1,474 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,474 1,464 1,450  แนวต้าน : 1,498 1,508 1,519

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น  9.20 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์  หลังกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกลดลง 0.3% ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกในรอบ 7 เดือน และสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% อีกทั้งยังเป็นสัญญาณสะท้อนอีกว่า  การใช้จ่ายจากผู้บริโภคที่เคยเป็นปัจจัยหนุนเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงที่ผ่านมานั้นกำลังชะลอตัวลง  นอกจากนี้การเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่แย่เกินคาดยังส่งผลกดดันตลาดหุ้นสหรัฐให้ปิดตลาดในแดนลบ  ประกอบกับนักลงทุนวิตกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีนในประเด็นฮ่องกง  หลังสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐสร้างความขุ่นเคืองแก่จีนด้วยการผ่านกฎหมายสนับสนุนประชาธิปไตยเพื่อสนับสนุนฮ่องกง  ซึ่งอาจทำให้การเจรจาการค้าระหว่าง 2 ประเทศมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นจึงเป็นปัจจัยเพิ่มเติมที่หนุนราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  ด้านกองทุน SPDR ลดการถือครองทองคำลง -1.47 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจจากเฟดฟิลาเดลเฟียม, การอนุญาตก่อสร้าง, ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน, จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, อัตราการใช้กำลังการผลิต และการผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐ  รวมไปถึงติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับประเด็น Brexit

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำทดสอบแนวต้านที่ 1,498-1,508 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้ายังไม่สามารถผ่านได้ ซึ่งนักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไรเนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเมื่อราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นยังคงมีแรงขายออกมาเช่นกัน อย่างไรก็ตามหากการอ่อนลงของราคาไม่หลุดโซนแนวรับระยะสั้นอยู่ที่ 1,477-1,474 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ประเมินว่าเป็นการอ่อนตัวลงเพื่อสะสมแรงซื้ออีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

สามารถถือสถานะขายต่อหากราคาดีดตัวขึ้นไม่ผ่านแนวต้าน 1,498-1,508 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่การเสี่ยงเปิดสถานะซื้อในบริเวณ 1,477-1,474 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จำเป็นต้องลดพอร์ตสถานะซื้อหากราคาหลุด 1,464 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) เงินดอลล์อ่อน หลังสหรัฐเผยยอดค้าปลีกหดตัวครั้งแรกในรอบ 7 เดือน  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (16 ต.ค.) หลังจากสหรัฐเปิดเผยยอดค้าปลีกเดือนก.ย.หดตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ  ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 108.76 เยน จากระดับ 108.84 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9947 ฟรังก์ จากระดับ 0.9986 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3193 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3203 ดอลลาร์สหรัฐ  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1073 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1034 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2837 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2781 ดอลลาร์
  • (+) สหรัฐเผยยอดค้าปลีกเดือนก.ย.ลดลงครั้งแรกในรอบ 7 เดือน สวนทางตลาดคาดปรับตัวขึ้น  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกลดลง 0.3% ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกในรอบ 7 เดือน และสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% ส่งสัญญาณว่าการใช้จ่ายผู้บริโภคที่เคยเป็นปัจจัยกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานั้น กำลังชะลอตัวลง  กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ภาคครัวเรือนลดการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งรวมถึงการซื้อรถยนต์ วัสดุก่อสร้าง งานอดิเรก รวมไปถึงการซื้อสินค้าออนไลน์  ขณะที่ยอดค้าปลีกเดือนส.ค. ได้รับการปรับทบทวนขึ้นเป็นขยายตัว 0.6% จากที่มีการรายงานก่อนหน้านี้ว่าเพิ่มขึ้น 0.4% 
  • (+) ปธ.เฟดสาขาชิคาโก้ชี้เฟดอาจลดดอกเบี้ยอีกครั้ง  นายชาร์ลส์ อีแวนส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาชิคาโก้ เปิดเผยว่า เฟดอาจจะพิจารณาเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก เมื่อดูจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆนานาที่มีต่อแนวโน้มของเศรษฐกิจสหรัฐ  นายอีแวนส์กล่าวว่า ในขณะนี้นโยบายอาจจะอยู่ในจุดที่เหมาะสมแล้ว  นอกจากนี้ ประธานเฟดสาขาชิคาโก้ ยังกล่าวด้วยว่า เงินเฟ้อที่อยู่ระดับต่ำถือว่าเป็นปัจจัยที่ช่วยเกื้อหนุนเฟดในการบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อได้เร็วขึ้น ในทางกลับกัน การไม่ดำเนินการอย่างแข็งแกร่งอย่างเพียงพอก็อาจจะทำให้การคาดการณ์เรื่องเงินเฟ้อติดอยู่ที่ระดับต่ำได้
  • (+) ดาวโจนส์ปิดลบ 22.82 จุด วิตกยอดค้าปลีกสหรัฐหดตัว,ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐตึงเครียด  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (16 ต.ค.) หลังจากสหรัฐเปิดเผยยอดค้าปลีกเดือนก.ย.หดตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ นอกจากนี้ สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีนในประเด็นฮ่องกง ยังสร้างแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาด และยังได้บดบังปัจจัยบวกจากรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งรวมถึงแบงก์ ออฟ อเมริกา  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 27,001.98 จุด ลดลง 22.82 จุด หรือ -0.08% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,989.69 จุด ลดลง 5.99 จุด หรือ -0.20% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,124.18 จุด ลดลง 24.52 จุด หรือ -0.30%
  • (-) “ทรัมป์”คาดเซ็นข้อตกลงการค้ากับจีนได้ช่วงประชุมสุดยอดเอเปคกับปธน.จีนเดือนพ.ย.นี้  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ เปิดเผยว่า ข้อตกลงการค้ากับจีนนั้น อาจจะไม่มีการลงนามกันจนกว่าที่ตนเองจะประชุมร่วมกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในการประชุมสุดยอดเอเปค ซึ่งจะจัดขึ้นที่ประเทศชิลีในเดือนพ.ย.นี้  ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า จีนได้เริ่มซื้อสินค้าจากเกษตรกรแล้ว ขณะที่ข้อตกลงการค้าบางส่วนที่ได้มีการประกาศไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั้น ขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการอย่างเป็นทางการด้านเอกสาร
  • (+/-) สื่อเผยจนท. EU หวั่นการทำข้อตกลง Brexit กับอังกฤษอาจเผชิญทางตัน  สื่อต่างประเทศหลายแห่งซึ่งรวมถึงสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เจ้าหน้าที่ของสหภาพยุโรป (EU) ได้แสดงความเห็นว่า อังกฤษ และสหภาพยุโรป (EU) อาจไม่สามารถทำข้อตกลงว่าด้วยการอังกฤษแยกตัวออกจาก EU (Brexit) ได้ ซึ่งจะส่งผลให้การเจรจาข้อตกลง Brexit เผชิญกับทางตัน นอกเสียจากว่า รัฐบาลอังกฤษจะใช้ความพยายามมากกว่านี้