ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 25, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 17 ก.พ.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

แนะนำติดตามการเคลื่อนไหวของราคาอย่างใกล้ชิด หากราคาดีดตัวขึ้นไปบริเวณแนวต้านที่ 1,589-1,593 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ยังคงต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไรออกมา แต่หากแรงซื้อยังคงหนาแน่น ราคาอาจจะมีการอ่อนตัวลงในระดับจำกัด

แนวรับ : 1,578 1,565 1,558 แนวต้าน : 1,593 1,602 1,611

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.92 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำที่อยู่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  ยังคงได้รับแรงหนุนจากความวิตกว่าการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก  ทำให้นักลงทุนยังคงถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยในวงกว้าง  สะท้อนจากการร่วงลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ, การแข็งค่าของเงินเยน  และการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ  อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำยังคงปรับตัวขึ้นในกรอบ  โดยขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 สัปดาห์บริเวณ 1,584.32 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระหว่างการซื้อขายของวันศุกร์  ก่อนที่จะชะลอการปรับขึ้นเพราะราคาทองคำถูกกดดันจากการแข็งค่าของดอลลาร์  ส่วนยูโรร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปีครึ่งเมื่อเทียบกับดอลลาร์  หลังยูโรสแตทเปิดเผยว่า GDP ของยูโรโซน มีการขยายตัวเพียง 0.1% ในไตรมาส 4 ซึ่งการอ่อนค่าของสกุลเงินยูโรผลักดันให้สกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าเพิ่มจนสกัดช่วงบวกของราคาทองคำ  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่มในวันศุกร์  +1.76 ตัน  สำหรับวันนี้ไม่มีกำหนดการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ  ขณะที่ปริมาณการซื้อขายอาจเบาบางกว่าปกติ  เนื่องจากตลาดเงิน  ตลาดทุน  และตลาดโลหะมีค่านิวยอร์กจะปิดทำการในวันจันทร์ ที่ 17ก.พ.เนื่องในวันประธานาธิบดีสหรัฐ (Presidents’ Day)

จจัยทางเทคนิค :

เบื้องต้นหากแรงซื้อดันราคาเบาลง หรือ หากราคาไม่สามารถยืนเหนือ 1,589-1,593 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มีโอกาสเกิดแรงขายกลับลงมา โดยมีแนวรับโซน 1,578-1,565  ดอลลาร์ต่อออนซ์  แต่หากแรงซื้อทำกำไรสลับเข้ามาเพิ่มขึ้น จนราคาทองคำสามารถยืนเหนือแนวรับแรกได้ จะมีการแกว่งตัวในกรอบในทิศทางที่ค่อยปรับตัวขึ้น

กลยุทธ์การลงทุน :

แนะนำให้ลงทุนระยะสั้น โดยขายทองคำออกมาเมื่อราคาดีดตัวขึ้นไปบริเวณ 1,589-1,593 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และรอจังหวะเข้าซื้อคืนเมื่อราคาย่อตัวลงมาและไม่หลุดแนวรับ 1,578 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดโซนดังกล่าวอาจถอยจุดเข้าซื้อไปยังโซนแนวรับถัดไปที่ 1,565 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดาวโจนส์ปิดลบ 25.23 จุด เหตุนลท.วิตกไวรัสโควิด-19,ข้อมูลเศรษฐกิจอ่อนแอ  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (14 ก.พ.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) และการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหรัฐ แต่ดัชนี S&P500 และดัชนี Nasdaq ปิดบวกโดยได้แรงหนุนจากการเปิดเผยผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัท Nvidia และนักลงทุนขานรับรายงานข่าวที่ว่า ทำเนียบขาวกำลังพิจารณาออกมาตรการจูงใจด้านภาษีสำหรับชาวอเมริกันในการซื้อหุ้น  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 29,398.08 จุด ลดลง 25.23 จุด หรือ -0.09% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,380.16 จุด เพิ่มขึ้น 6.22 จุด หรือ +0.18% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 9,731.18 จุด เพิ่มขึ้น 19.21 จุด หรือ +0.20%
  • (+) สหรัฐสั่งเก็บภาษีนำเข้าเครื่องบินจาก EU เพิ่มเป็น 15% มีผล 18 มี.ค.นี้  สหรัฐเปิดเผยว่า จะปรับเพิ่มภาษีนำเข้าเครื่องบินจากสหภาพยุโรป (EU) เป็น 15% จากเดิมที่ระดับ 10% ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยืดเยื้อระหว่างสองฝ่ายเกี่ยวกับการให้เงินอุดหนุนบริษัทแอร์บัสซึ่งเป็นบริษัทผลิตเครื่องบินของฝรั่งเศส โดยอัตราภาษีใหม่ดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 18 มี.ค.นี้  ในเดือนต.ค.ที่ผ่านมา สหรัฐกำหนดเก็บภาษีนำเข้าเครื่องบินพาณิชย์ขนาดใหญ่จาก EU ในอัตรา 10% และเก็บภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร อาทิ ชีสของ EU ในอัตรา 25% หลังจากองค์การการค้าโลก (WTO) ได้ตัดสินให้สหรัฐสามารถดำเนินมาตรการตอบโต้ต่อการปฏิบัติด้านการค้าที่ไม่เป็นธรรมของ EU  ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของสหรัฐเป็นผลมาจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและ EU เกี่ยวกับกรณีการให้เงินอุดหนุนแก่บริษัทแอร์บัสของฝรั่งเศส ซึ่งส่งผลกระทบกับโบอิ้งที่เป็นบริษัทคู่แข่งสัญชาติสหรัฐในการผลิตเครื่องบิน
  • (+) เฟดเผยการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลง 0.3% ในเดือนม.ค.  ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รายงานในวันนี้ว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมของสหรัฐลดลง 0.3% ในเดือนม.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 0.2% หลังจากปรับตัวลง 0.4% ในเดือนธ.ค.
  •  (-) ผลสำรวจม.มิชิแกนชี้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐสูงเกินคาด ขณะเมินไวรัสโควิด-19  ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐดีดตัวสู่ระดับ 100.9 ในเดือนก.พ. สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 99.5 หลังจากแตะระดับ 99.8 ในเดือนม.ค. 
  • (-) ดอลล์แข็งเทียบสกุลเงินหลัก ขานรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐเพิ่มขึ้น  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (14 ก.พ.) โดยได้ปัจจัยหนุนจากผลสำรวจที่บ่งชี้ว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐเพิ่มขึ้นในเดือนก.พ. นอกจากนี้ ดอลลาร์ยังได้แรงหนุนเมื่อเทียบกับยูโรจากการเปิดเผยข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของยูโรโซนที่ชะลอการขยายตัวในไตรมาส 4/2562  ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน บวก 0.05% สู่ระดับ 99.1248 ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 1.0839 ดอลลาร์ จากระดับ 1.0842 ดอลลาร์, เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.3032 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3053 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.6710 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6724 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (+/-) สหรัฐเผยสต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนธ.ค. สอดคล้องคาดการณ์  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนธ.ค. สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากลดลง 0.2% ในเดือนพ.ย.
  • (+/-) สหรัฐเผยยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนม.ค. สอดคล้องคาดการณ์  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 4 ในเดือนม.ค. โดยเพิ่มขึ้น 0.3% สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนธ.ค.