ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 23, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 16 มี.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

หากราคาทองคำไม่สามารถยืน 1,556-1,576 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ให้แบ่งทองคำออกขายเพื่อทำกำไร แต่หากราคาอ่อนตัวลงจนหลุดแนวรับโซน 1,504 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ให้ชะลอการซื้อออกไป การเข้าซื้อควรลงทุนระยะสั้นหากผิดทางควรตัดขาดทุนทันที

แนวรับ : 1,523 1,504 1,478 แนวต้าน : 1,576 1,593 1,611

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดดิ่งลงต่ออีก 47  ดอลลาร์ต่อออนซ์  ท่ามกลางการซื้อขายที่เต็มไปด้วยความผันผวน ในระหว่างวันราคาทองคำขึ้นไปแตะระดับสูงสุดบริเวณ 1,597 ดอลลาร์ต่อออนซ์  แต่เป็นอีกครั้งที่ราคาทองคำไม่สามารถรักษาช่วงบวกไว้ได้  โดยราคาทองคำกลับมาเผชิญแรงขายทำกำไรเพื่อเติม Margin และชดเชยขาดทุนในสินทรัพย์อื่น  นอกจากนี้ทองคำยังได้ได้รับแรงกดดันจากการทะยานขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐ  หลังประธานาธิบดีทรัมป์  ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ และเตรียมอัดฉีดเงินช่วยเหลือของรัฐบาลกลางสหรัฐราว 5 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อรับมือพิษ Covid-19  ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ปิดเพิ่มขึ้น 1,985.00 จุด หรือ +9.36% ซึ่งเป็นการทะยานขึ้นวันเดียวมากสุดนับตั้งแต่ปี 2008  ขณะที่สกุลเงินดอลลาร์ได้รับแรงหนุนจากข่าวดังกล่าวเช่นกันจึงเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำเพิ่มเติม  ดังนั้นแรงขายทองคำ, การแข็งค่าของดอลลาร์ และการทะยานขึ้นแรงของตลาดหุ้นสหรัฐ  จึงเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาร่วงลงแตะระดับต่ำสุดของปี 2020 บริเวณ 1,504  ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่จะมีแรงซื้อหนุนให้ราคาทองคำฟื้นตัวขึ้นมาปิดตลาดในวันศุกร์บริเวณ 1,523 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำลดลง  -12.59 ตัน  ล่าสุดเช้านี้  ทองดีดหลังเฟดลดอัตราดอกเบี้ย “ฉุกเฉิน”เหลือ 0.00-0.25%และเปิดตัว มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) มูลค่า 7 แสนล้านดอลลาร์แต่ต้องระวังแรงขายทองเพื่อโปะขาดทุนและเติม Margin หลังเช้านี้สัญญาฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐดิ่งแรง สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยดัชนี Empire State Index

จจัยทางเทคนิค :

ราคาแกว่งตัวผันผวนในระดับสูง แม้ว่าจะมีการดีดตัวขึ้นแต่ก็มีแรงขายกดดันให้ราคาปรับตัวลดลง จับตาหากราคาย่อตัวลงมาแล้วพยายามทรงตัวเหนือระดับ 1,523-1,504 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ราคาอาจมีการดีดตัวกลับช่วงสั้น แต่หากการดีดตัวกลับราคายังไม่สามารถยืนเหนือโซนแนวต้าน 1,556-1,576 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นอาจเกิดแรงขายที่จะกดดันให้ราคาปรับตัวลงมาอีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

แนะนำลงทุนในกรอบจากการแกว่งตัวในทิศทางขาลง โดยเปิดสถานะขายทำกำไรหากราคาทองคำไม่ผ่านแนวต้านบริเวณ 1,556-1,576 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากรับความเสี่ยงสูงอาจเข้าซื้อหากยืนเหนือโซน 1,523-1,504 ดอลลาร์ต่อออนซ์อย่างแข็งแกร่ง ตัดขาดทุนสถานะซื้อหากราคาหลุด 1,504 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) เฟดสร้างเซอร์ไพรส์หั่นดอกเบี้ยเหลือ 0%,อัดฉีด QE 7 แสนล้านดอลล์ รับมือโควิด-19  ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สร้างความประหลาดใจต่อตลาดด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1.00% ในการประชุมฉุกเฉินเมื่อวานนี้ตามเวลาสหรัฐ และมีการประกาศผลการประชุมในเวลาราว 04.00 น.ของวันนี้ (16 มี.ค.) ตามเวลาไทย เพื่อลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีต่อเศรษฐกิจสหรัฐ  ทั้งนี้ เฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 1.00% จากระดับ 1.00-1.25% สู่ระดับ 0.00-0.25%  เฟดระบุว่า เฟดจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับดังกล่าวจนกว่าเฟดมีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการทำให้การจ้างงานเต็มศักยภาพ และรักษาเสถียรภาพของราคา  นอกจากนี้ เฟดยังได้ประกาศซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) วงเงิน 7 แสนล้านดอลลาร์  ขณะเดียวกัน เฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ฉุกเฉินสำหรับธนาคารพาณิชย์ลง 1.25% สู่ระดับ 0.25% และขยายอายุเงินกู้เป็นเวลา 90 วัน  เฟดยังได้ปรับลดอัตราการกันสำรองของธนาคารจำนวนหลายพันแห่งสู่ระดับ 0%
  • (-) ดอลล์แข็งเทียบสกุลเงินหลัก ขานรับความหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสู้โควิด-19  ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (13 มี.ค.) โดยได้แรงหนุนจากความหวังที่ว่า รัฐบาลของหลายประเทศจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งวัดค่าดอลลาร์เมื่อเทียบกับ 6 สกุลเงินสำคัญ ปรับตัวขึ้น 1.33% สู่ระดับ 98.7712  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 105.18 เยน จากระดับ 105.15 เยน, ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9554 ฟรังก์ จากระดับ 0.9456 ฟรังก์ และดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3926 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3845 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรอ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.1066 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1177 ดอลลาร์, เงินปอนด์อ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.2305 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2581 ดอลลาร์
  • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 1,985.00 จุด ขานรับ “ทรัมป์” ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศรับมือโควิด-19  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดทะยานขึ้นอย่างมากเมื่อคืนนี้ (13 มี.ค.) โดยพุ่งขึ้นวันเดียวมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2551 หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ และเตรียมอัดฉีดเงินช่วยเหลือของรัฐบาลกลางสหรัฐราว 5 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อต่อสู้กับไวรัสโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 23,185.62 จุด เพิ่มขึ้น 1,985.00 จุด หรือ +9.36%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,711.02 จุด เพิ่มขึ้น 230.38 จุด หรือ +9.29% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,874.88 จุด เพิ่มขึ้น 673.07 จุด หรือ +9.35%  อย่างไรก็ตาม ในรอบสัปดาห์นี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ดิ่งลง 10.4%, ดัชนี S&P500 ร่วง 8.8% และดัชนี Nasdaq ร่วง 8.2%
  • (-) สภาผู้แทนฯสหรัฐอนุมัติท่วมท้นกฎหมายมาตรการเยียวยาผลกระทบโควิด-19  สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอนุมัติมาตรการเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างท่วมท้นด้วยคะแนนเสียง 363 ต่อ 40 เสียงในช่วงเช้าวันนี้ตามเวลาสหรัฐ  มาตรการเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 ดังกล่าวซึ่งมีวงเงินหลายพันล้านดอลลาร์นั้น รวมถึงการให้บริการตรวจหาเชื้อโควิด-19 กับประชาชนสหรัฐโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และการจ่ายเงินชดเชยให้กับลูกจ้างที่ลาป่วยจากโรคดังกล่าว 
  • (-) “ทรัมป์” ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วสหรัฐ รับมือวิกฤตโควิด-19 ระบาด  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศแล้วในวันศุกร์ตามเวลาสหรัฐท่ามกลางการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของไวรัสโควิด-19 เพื่อให้รัฐบาลกลางสามารถให้ความช่วยเหลือได้มากขึ้นในการต่อสู้กับโรคระบาดดังกล่าวที่ทำให้มีประชาชนกว่า 138,000 คนติดเชื้อ และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 5,000 รายทั่วโลก