มีนาคม 5, 2021

วิเคราะห์ราคาทองคำ 16 พ.ย.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

หากราคาทองคำยังมีกำลังซื้อที่ไม่มากนัก หรือ หากราคาทองคำไม่สามารถยืน 1,906-1,912 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ให้แบ่งทองคำออกขายเพื่อทำกำไรบางส่วน แต่หากผ่านได้ให้ชะลอการขายออกไป ขณะที่การเข้าซื้อควรรอราคาอ่อนตัวลงใกล้แนวรับ

แนวรับ : 1,881 1,865 1,849  แนวต้าน : 1,912 1,921 1,934

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น  11.44 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำได้รับแรงหนุนหลักมาจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์  ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับจำนวนผู้ติดเชื้อCOVID -19 ที่พุ่งขึ้นในสหรัฐ  ทั้งนี้  จากการวิเคราะห์ข้อมูลของ CNBC ที่รวบรวมโดย Johns Hopkins University พบว่า  สหรัฐมียอดผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่า 177,200 รายในวันศุกร์  จนผลักดันให้ค่าเฉลี่ย 7 วันเพิ่มขึ้นมากกว่า 35% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมาสู่ระดับ 139,900 รายต่อวัน  สถานการณ์ดังกล่าวกระตุ้นความวิตกเกี่ยวกับเส้นทางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐจนกดดันการเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์  นอกจากนี้ดอลลาร์ยังได้รับแรงหนุนเพิ่มจากการเปิดเผยตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐจากม.มิชิแกนที่ร่วงลงเกินคาดสู่ระดับ 77 ในเดือนพ.ย.สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดไว้ว่าจะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 82 อีกด้วย  ปัจจัยที่กล่าวมาหนุนให้ราคาทองคำทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดบริเวณ 1,896.81 ดอลลาร์ต่อออนซ์  อย่างไรก็ดี  การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในวันศุกร์ยังอยู่ในกรอบจำกัด  เนื่องจากดัชนีดาวโจนสปิดเพิ่มขึ้น 399.64 จุด หรือ +1.37%  ขานรับการเปิดเผยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งของสหรัฐที่สดใสเกินคาด  จึงเป็นปัจจัยบั่นทอนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองลดลง -5.25 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index)ของสหรัฐ  รวมไปถึงถ้อยแถลงของนาง Christine Lagarde ประธานธนาคารกลางยุโรป(ECB)

จจัยทางเทคนิค :

มีแรงซื้อดันและราคาพยายามทรงตัว หรือ หากราคายืนเหนือโซน 1,881 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อาจทำให้เห็นการดีดตัวขึ้นเพื่อพยายามทดสอบแนวต้านบริเวณ 1,906-1,912 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากยังไม่สามารถขึ้นไปยืนเหนือแนวต้านได้ อาจเห็นการย่อตัวของราคาลงเพื่อสร้างฐานราคา  โดยประเมินแนวรับด้านล่างโซน 1,881-1,865 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

ดูบริเวณ 1,881 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่หลุดสามารถเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้น เพื่อขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวหรือบริเวณแนวต้าน 1,906-1,912 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดควรชะลอการเข้าซื้อบริเวณแนวรับถัดไปที่ 1,865 ดอลลาร์ต่อออนซ์(ตัดขาดทุนหากหลุด)

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดอลล์อ่อนค่า เหตุนลท.ขายจากวิตกโควิดฉุดเศรษฐกิจสหรัฐ  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (13 พ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนขายดอลลาร์ ท่ามกลางความวิตกว่า การแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นของโรคโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.22% แตะที่ 92.7613ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 104.63 เยน จากระดับ 105.08 เยน, อ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9134 ฟรังก์ จากระดับ 0.9147 ฟรังก์ และดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าแตะที่ระดับ 1.3136 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3139 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1831 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1806 ดอลลาร์, เงินปอนด์แข็งค่าแตะที่ระดับ 1.3175 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3115 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าสู่ระดับ 0.7263 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7236 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (+) ผลสำรวจม.มิชิแกนชี้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐร่วงลง สวนทางคาดการณ์  ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐร่วงลงสู่ระดับ 77 ในเดือนพ.ย. สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าดัชนีจะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 82 จากระดับ 81.8 ในเดือนต.ค.
  • (-) สหรัฐเผยดัชนี PPI ดีดตัวมากกว่าคาดในเดือนต.ค.  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนต.ค. เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนก.ย.  เมื่อเทียบรายปี ดัชนี PPI ปรับตัวขึ้น 0.5% ในเดือนต.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนก.ย.  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนี PPI จะปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนต.ค. เมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น 0.4% เมื่อเทียบรายปี
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 399.64 จุด ขานรับผลประกอบการสดใส-แนวโน้มศก.ฟื้นตัว  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (13 พ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนขานรับแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หลังจากบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งของสหรัฐเปิดเผยผลประกอบการที่สดใส และนักลงทุนมีความหวังเกี่ยวกับการพัฒนาวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพ แม้จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ยังคงเพิ่มขึ้น และมีการออกมาตรการเพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดในสหรัฐก็ตาม  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 29,479.81 จุด เพิ่มขึ้น 399.64 จุด หรือ +1.37%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,585.15 จุด เพิ่มขึ้น 48.14 จุด หรือ +1.36% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,829.29 จุด เพิ่มขึ้น 119.70 จุด หรือ +1.02%
  • (-) สหรัฐต่อเวลาให้ TikTok อีก 15 วัน เพื่อบรรลุดีลขาย  ศาลแขวงสหรัฐในวอชิงตันดีซีเปิดเผยในวันศุกร์ว่า รัฐบาลสหรัฐได้ให้เวลาติ๊กต็อก (TikTok) แอปวิดีโอสั้นยอดนิยมของจีนอีก 15 วัน เพื่อบรรลุข้อตกลงขายกิจการในสหรัฐ  ศาลแขวงระบุว่า การต่อเวลาดังกล่าวเป็นการขยายกำหนดเส้นตายที่ไบต์แดนซ์ (ByteDance) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของติ๊กต็อก จะต้องบรรลุข้อตกลงกับออราเคิลและวอลมาร์ท จากเดิมในวันที่ 12 พ.ย.ไปเป็นวันที่ 27 พ.ย.นี้  โมนิกา ครอว์ลีย์ โฆษกกระทรวงการคลังสหรัฐระบุในแถลงการณ์ว่า การต่อเวลาดังกล่าวจะทำให้ฝ่ายต่างๆ และคณะกรรมการการลงทุนของต่างประเทศในสหรัฐ (CFIUS) มีเวลามากขึ้นในการคลี่คลายคดีนี้เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งของประธานาธิบดี
  • (-) ทีมไบเดนแจงไม่มีแผนล็อกดาวน์ทั่วสหรัฐ แม้ยอดติดโควิดรายวันพุ่งทำนิวไฮ  วิเวค เมอร์ธี ที่ปรึกษาด้านโรคโควิด-19 ของโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่เปิดเผยว่า มาตรการจำกัดต่างๆ จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงนั้น ขึ้นอยู่กับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แม้ว่ายอดติดเชื้อโควิดรายใหม่ในสหรัฐพุ่งขึ้นมากกว่า 167,000 รายต่อวันซึ่งเป็นสถิติสูงสุดใหม่ก็ตาม