มีนาคม 5, 2021

วิเคราะห์ราคาทองคำ 16 ธ.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

ระยะสั้นราคาพยายามทดสอบแนวต้าน 1,860 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่สามารถผ่านได้ให้แบ่งขายทำกำไร อย่างไรก็ตามหากไม่ผ่าน ประเมินแนวรับที่ 1,826-1,813 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้ ควรคำนึงถึงความผันผวนของราคาจากผลการประชุมเฟด

แนวรับ : 1,826 1,813 1,800  แนวต้าน : 1,860 1,875 1,887

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดทะยานขึ้น  26.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงกดดันจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์  หลังนักลงทุนเทขายดอลลาร์ซึ่งเป็นสกุลเงินปลอดภัยหลังมีการฉีดวัคซีนต้าน COVID-19 ในหลายประเทศ อาทิ อังกฤษ  สหรัฐ และแคนาดา  นอกจากนี้  ดอลลาร์ยังได้รับแรงกดดันเพิ่มจากความคืบหน้าในการเจรจามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ  หลังจากก่อนหน้านี้สมาชิกพรรครีพับลิกันและเดโมแครตได้เห็นพ้องที่จะแยกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 9.08 แสนล้านดอลลาร์ออกเป็นร่างกฎหมาย 2 ฉบับเพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส  ขณะที่แกนนำของสภาคองเกรสได้เข้าร่วมประชุมกันในวันอังคารเพื่อหาทางบรรลุข้อตกลงในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่  สถานการณ์ดังกล่างเพิ่มความหวังว่าสหรัฐจะอนุมัติมาตรการดังกล่าวในไม่ช้านี้  ปัจจัยดังกล่าวกระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงของเงินเฟ้อและการอ่อนค่าของสกุลเงิน  ประกอบกับนักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) จะยังคงส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินในการประชุมที่กำลังจะเสร็จสิ้นลงในคืนวันนี้  ปัจจัยที่กล่าวมาหนุนให้ราคาทองคำทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดบริเวณ 1,855.32 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำลดลง 1.17 ตัน  สำหรับวันนี้จับตาผลการประชุมเฟด คาด“คง” ดอกเบี้ยที่ 0.00-0.25% ตามเดิม  แต่แนะนำจับตาสัญญาณการดำเนินนโยบายการเงินในอนาคต  รวมถึงมุมมองต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ผ่านทางแถลงการณ์ของนายเจอโรม  พาวเวลล์ประธานเฟด, Economic Projections (คาดการณ์ GDP, อัตราการว่างงาน  และอัตราเงินเฟ้อ) และ Dot Plot(คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของเจ้าหน้าที่เฟด) ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาทองคำผันผวนได้

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำยืนเหนือ 1,839-1,826 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 1,860 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ตาม  หากไม่สามารถยืนเหนือได้ ราคาอาจอ่อนตัวลงแนวรับทดสอบแนวรับโซนจะอยู่ที่ 1,826-1,813 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

แนะนำเปิดสถานะขายบริเวณแนวต้านเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น หากราคาทองคำทดสอบ 1,860 ดอลลาร์ต่อออนซ์แล้วไม่ผ่าน(ตัดขาดทุนหากผ่านได้) โดยใช้บริเวณแนวรับ 1,839-1,826 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นจุดเข้าซื้อคืนทำกำไร หากราคายืนไม่อยู่ชะลอการเข้าซื้อคืนไปที่ที่แนวรับถัดไปบริเวณ 1,813 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดอลล์อ่อนค่า นลท.เทขายสกุลเงินปลอดภัยหลังวัคซีนคืบหน้า  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้  (15 ธ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนพากันเทขายดอลลาร์ ซึ่งเป็นสกุลเงินปลอดภัย และเข้าซื้อสกุลเงินอื่นๆที่เป็นสินทรัพย์เสี่ยง เช่นยูโร หลังมีความคืบหน้าในการเจรจามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ รวมทั้งมีการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ในหลายประเทศ  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.26% แตะที่ 90.4750 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 103.69 เยน จากระดับ 104.06 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.8854 ฟรังก์ จากระดับ 0.8869 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2696 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2759 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.2157 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2146 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3429 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3323 ดอลลาร์
  • (+) เฟดนิวยอร์คเผยดัชนีภาคการผลิตต่ำกว่าคาดในเดือนธ.ค.  ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก รายงานในวันนี้ว่า ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) ลดลงสู่ระดับ 4.9 ในเดือนธ.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 5.4 จากระดับ 6.3 ในเดือนพ.ย.
  • (+) สหรัฐเผยดัชนีราคานำเข้าปรับตัวขึ้นน้อยกว่าคาดในเดือนพ.ย.  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคานำเข้าปรับตัวขึ้น 0.1% ในเดือนพ.ย. เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากปรับตัวลง 0.1% ในเดือนต.ค.  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าดัชนีราคานำเข้าเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนพ.ย.  เมื่อเทียบรายปี ดัชนีราคานำเข้าลดลง 1.0% ในเดือนพ.ย. หลังจากลดลง 1.0% เช่นกันในเดือนต.ค.
  • (+) “เพโลซี” เชิญแกนนำคองเกรสประชุมวันนี้ หวังผ่าทางตันมาตรการกระตุ้นศก.  นางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ได้เชิญแกนนำในสภาคองเกรสเข้าประชุมในวันนี้ เพื่อหาทางบรรลุข้อตกลงในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเยียวยาประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมทั้งการออกกฎหมายงบประมาณชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงการปิดหน่วยงานของรัฐบาลอันเนื่องจากการขาดแคลนงบประมาณ (ชัตดาวน์)  ทั้งนี้ แกนนำที่นางเพโลซีเชิญเข้าประชุมในวันนี้ ได้แก่ นายมิตช์ แมคคอนเนลล์ ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภา, นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา และนายเควิน แมคคาร์ธี ผู้นำเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร  หากสภาคองเกรสไม่ได้ดำเนินการใดๆในขณะนี้ ก็จะทำให้หน่วยงานของรัฐบาลเผชิญภาวะชัตดาวน์ในวันที่ 19 ธ.ค. และชาวอเมริกันที่ตกงานจะไม่ได้รับเงินชดเชยจากสวัสดิการว่างงานในวันที่ 26 ธ.ค.
  • (-) FDA ส่งสัญญาณไฟเขียววัคซีนโควิด-19 ของโมเดอร์นา  รายงานของเจ้าหน้าที่สำนักงานอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ระบุว่า วัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ของบริษัทโมเดอร์นามีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัย และเข้าเกณฑ์ที่จะได้รับการอนุมัติเป็นกรณีฉุกเฉิน  รายงานดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณว่า FDA จะให้การอนุมัติอย่างเป็นทางการต่อวัคซีนต้านโควิด-19 ของโมเดอร์นาในวันศุกร์นี้  ทางด้านคณะกรรมการที่ปรึกษาของ FDA ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก จะจัดการประชุมในวันพฤหัสบดีเพื่อพิจารณาและลงมติต่อการอนุมัติการใช้วัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ของโมเดอร์นาเป็นกรณีฉุกเฉิน หลังจากที่ทางคณะกรรมการได้ให้การอนุมัติวัคซีนของไฟเซอร์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่ง FDA ก็ได้ให้การอนุมัติอย่างเป็นทางการในวันศุกร์
  • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 337.76 จุด เก็งสหรัฐเร่งออกมาตรการกระตุ้นศก.  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 300 จุดเมื่อคืนนี้ (15 ธ.ค.) ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดทำนิวไฮ ขานรับข่าวการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ในหลายประเทศ รวมทั้งความหวังที่ว่าสภาคองเกรสสหรัฐจะอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในไม่ช้า นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากราคาหุ้นแอปเปิลที่พุ่งขึ้นกว่า 5% หลังสื่อรายงานว่า แอปเปิลมีแผนที่จะผลิต iPhone เพิ่มขึ้นเกือบ 30%  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 30,199.31 จุด เพิ่มขึ้น 337.76 จุด หรือ +1.13% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 12,595.06 จุด เพิ่มขึ้น 155.02 จุด หรือ +1.25% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,694.62 จุด เพิ่มขึ้น 47.13 จุด หรือ +1.29%
  • (-) เฟดเผยการผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนพ.ย.  ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รายงานในวันนี้ว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมของสหรัฐเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนพ.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.9% ในเดือนต.ค.  การปรับตัวขึ้นของการผลิตภาคอุตสาหกรรมได้แรงหนุนจากการผลิตของภาคโรงงาน และเหมืองแร่ ซึ่งช่วยชดเชยการชะลอตัวของภาคสาธารณูปโภค  ทั้งนี้ ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวม เป็นการวัดการปรับตัวของภาคโรงงาน, เหมืองแร่ และสาธารณูปโภค