พฤหัส. พ.ย. 21st, 2019

วิเคราะห์ราคาทองคำ 16 ต.ค.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

แนะนำติดตามการเคลื่อนไหวของราคา เน้นการเก็งกำไรระยะสั้น โดยหากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านโซน 1,491-1,503 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้  แนะนำแบ่งทองคำออกขายเพื่อรอซื้อในโซนแนวรับ 1,474-1,464 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,474 1,464 1,450  แนวต้าน : 1,491 1,503 1,513

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง 12.10 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงกดดันจากการพุ่งขึ้นของสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดสหรัฐ  ขานรับการเปิดเผยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนอาทิ  JP Morgan, UnitedHealth และJohnson & Johnson ที่แข็งแกร่งเกินคาด  พร้อมกันนี้สินทรัพย์เสี่ยงได้รับแรงหนุนเพิ่มจากความหวังที่ว่า อังกฤษและสหภาพยุโรป (EU) จะสามารถบรรลุข้อตกลง Brexit  กันได้หลังสื่อรายงานว่า ขณะนี้อังกฤษและ EU กำลังอยู่ในระหว่างการร่างข้อตกลง Brexit ที่จะได้รับการยอมรับจากทั้งสองฝ่ายได้ในสัปดาห์นี้  ประกอบกับมีสัญญาณบวกเพิ่มเกี่ยวกับการเจรจาการค้าจีนและสหรัฐหลังจีนยืนยันเริ่มซื้อสินค้าเกษตรสหรัฐและเตรียมเร่งซื้อเป็นจำนวนมากขึ้น  สถานการณ์ดังกล่าวหนุนส่งให้ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่พุ่งขึ้น 237.44 จุด หรือ +0.89% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิด +1.00% และดัชนี Nasdaq ปิด +1.24% ซึ่งก่อให้เกิดแรงขายทองคำที่อยู่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  อย่างไรก็ดี  ความหวังที่ว่า EU และอังกฤษจะบรรลุข้อตกลง Brexit กันได้ช่วยหนุนเงินปอนด์และยูโรให้แข็งค่าขึ้นเช่นกัน  นั่นทำให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงจนเป็นปัจจัยที่ช่วยพยุงให้ราคาทองยังคงปรับตัวลงในกรอบ  ด้านกองทุน SPDR ลดการถือครองทองคำลง -2.05 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยยอดค้าปลีก  และรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ Beige book ของสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำไม่สามารถ break out กรอบราคาด้านบนบริเวณแนวต้านในโซน 1,491-1,503 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ อาจเกิดแรงขายกดดันให้ราคาทองคำขยับลงได้อีก หรือ หากราคาไม่สามารถยืนเหนือโซนแนวรับ 1,474 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจทำให้ราคายังคงมีโอกาสขยับลงต่อเพื่อทดสอบแนวรับถัดไปบริเวณ 1,464 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

สามารถถือสถานะขายต่อหากราคาดีดตัวขึ้นไม่ผ่านแนวต้าน 1,491-1,503 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือหากรับความเสี่ยงได้สูงอาจเปิดสถานะซื้อเพื่อลงทุนระยะสั้นหากราคายืนเหนือแนวรับ 1,474-1,464 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ เพื่อหวังทยอยปิดสถานะทำกำไรหากราคาดีดตัวขึ้นช่วงสั้นอีกครั้ง

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) เงินปอนด์พุ่ง ขานรับความหวังอังกฤษ-EU บรรลุข้อตกลง Brexit  เงินปอนด์แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (15 ต.ค.) ขานรับความหวังที่ว่า อังกฤษและสหภาพยุโรป (EU) จะสามารถบรรลุข้อตกลงว่าด้วยการแยกตัวของอังกฤษออกจาก EU (Brexit) ได้ในสัปดาห์นี้  เงินปอนด์พุ่งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ที่ระดับ 1.2781 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2576 ดอลลาร์ ขณะที่ยูโรแข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.1034 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1031 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.6752 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6774 ดอลลาร์สหรัฐ  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 108.84 เยน จากระดับ 108.35 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9986 ฟรังก์ จากระดับ 0.9969 ฟรังก์ แต่หากเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.3203 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3230 ดอลลาร์แคนาดา
  • (+) IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้เหลือ 3.0% ต่ำสุดตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงิน  กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (WEO) เมื่อวานนี้ โดยได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกสู่ระดับ 3.0% ในปีนี้ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินทั่วโลกในปี 2551-52 จากเดิมที่คาดการณ์ในเดือนก.ค.ที่ระดับ 3.2%  นอกจากนี้ IMF ยังได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีหน้าสู่ระดับ 3.4% จากเดิมที่ระดับ 3.5%  IMF ระบุว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากการทำสงครามการค้า, ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์, การชะลอตัวของเศรษฐกิจในตลาดเกิดใหม่, การขยายตัวของประสิทธิภาพการผลิตที่ระดับต่ำ รวมทั้งการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว  ทั้งนี้ IMF ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจก้าวหน้าสู่ระดับ 1.7% ในปีนี้ จาก 2.3% ในปีที่แล้ว ส่วนการขยายตัวของประเทศในตลาดเกิดใหม่ถูกปรับลดลงสู่ระดับ 3.9% ในปีนี้ จาก 4.5% ในปีที่แล้ว  ขณะเดียวกัน IMF ได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของสหรัฐในปีนี้สู่ระดับ 2.4% จากระดับ 2.9% ในปีที่แล้ว และคาดว่าในปีหน้า เศรษฐกิจสหรัฐจะมีการเติบโต 2.1%
  • (-) เฟดนิวยอร์คเผยดัชนีภาคการผลิตดีดตัวในเดือนต.ค. สวนทางคาดการณ์  ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก รายงานในวันนี้ว่า ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.0 ในเดือนต.ค. จากระดับ 2.0 ในเดือนก.ย.  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าดัชนีจะปรับตัวลงสู่ระดับ 0.8 ในเดือนต.ค.
  • (-) จีนยืนยันเริ่มซื้อสินค้าเกษตรสหรัฐ ขณะเตรียมเร่งซื้อจำนวนมากขึ้น  นายเกิง ชวง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า จีนได้เริ่มซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐ และจะเร่งซื้อในจำนวนเพิ่มมากขึ้น  บริษัทจีนได้เริ่มซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐ โดยอิงจากความต้องการของตลาดภายในประเทศ และตามการตัดสินใจของทางบริษัท” นายเกิงกล่าว  ทั้งนี้ นับตั้งแต่ต้นปีนี้ จีนได้ซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐ ซึ่งรวมถึง ถั่วเหลือง 20 ล้านตัน เนื้อหมู 700,000 ตัน ข้าวฟ่าง 700,000 ตัน ข้าวสาลี 230,000 ตัน และฝ้าย 320,000 ตัน
  • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 237.44 จุด รับผลประกอบการสดใส,คาดอังกฤษ-EU บรรลุข้อตกลง Brexit  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (15 ต.ค.) ขานรับผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ ซึ่งรวมถึงเจพีมอร์แกน เชส และจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของสหรัฐ รวมทั้งความหวังที่ว่า อังกฤษและสหภาพยุโรป (EU) จะสามารถบรรลุข้อตกลงว่าด้วยการแยกตัวของอังกฤษออกจาก EU (Brexit) ได้ในสัปดาห์นี้  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 27,024.80 จุด พุ่งขึ้น 237.44 จุด หรือ +0.89% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,995.68 จุด เพิ่มขึ้น 29.53 จุด หรือ +1.00% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,148.71 จุด เพิ่มขึ้น 100.06 จุด หรือ +1.24%