ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 25, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 15 เม.ย.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

แม้ว่าแนวโน้มราคาจะเป็นบวกแต่ระหว่างวันหากราคาทองคำไม่ทะลุแนวต้าน 1,739-1,747 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจจะเห็นการอ่อนตัวลงทดสอบแนวรับบริเวณ 1,710 ดอลลาร์ต่อออนซ์เพื่อสะสมแรงซื้อ

แนวรับ : 1,710 1,686 1,663 แนวต้าน : 1,747 1,761 1,787

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น  7.16 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยได้รับแรงหนุนจากรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ระบุว่า การระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้โลกมีแนวโน้มจะเผชิญวิกฤตการณ์ทางการเงินรุนแรงที่สุดในปีนี้นับตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกอาจหดตัวลงถึง -3% ในปี 2020 ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐและยูโรโซนคาดว่าจะหดตัวถึง -5.9% และ-7.5% ตามลำดับ  ขณะที่จีนคาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงสู่ระดับ +1.2%  นอกจากนี้ราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนเพิ่มจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์  หลังสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 เริ่มอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น  ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจจีนออกมาดีเกินคาดบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจจีนอาจได้รับผลกระทบจาก COVID-19 น้อยกว่าที่เคยวิตก จึงเป็นปัจจัยบั่นทอนความต้องการสกุลเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย  ปัจจัยที่กล่าวมาช่วยหนุนให้ราคาทองคำทะยานขึ้นทะลุระดับสูงสุดเดิมจนไปแตะระดับสูงสุดของปีนี้ครั้งใหม่บริเวณ 1,747.74 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ก่อนที่แรงขายทำกำไรจะกดดันให้ทองคำลดช่วงบวกลงในช่วงปลายตลาด  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่ม +7.89 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยยอดค้าปลีก, ดัชนี Empire State Index, อัตราการใช้กำลังการผลิต, การผลิตภาคอุตสาหกรรม และรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ Beige Book

จจัยทางเทคนิค :

เห็นแรงซื้อแรงขายต่อสู้กันชัดเจนขึ้น โดยหากราคาทองคำทดสอบแนวต้านที่ 1,739-1,747 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ยังไม่สามารถผ่านได้ ราคาทองคำอาจมีแรงขายออกมาอีกครั้ง อย่างไรก็ตามหากการอ่อนลงของราคาไม่หลุดโซนแนวรับระยะสั้นอยู่ที่ 1,710 ดอลลาร์ต่อออนซ์ประเมินว่าเป็นการอ่อนตัวลงเพื่อสะสมแรงซื้อ หากหลุดประเมินว่าแนวรับถัดไปโซน 1,686 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

เข้าซื้อเก็งกำไรจากการดีดตัวขึ้นหากการอ่อนตัวลงและสามารถยืนเหนือโซน 1,710-1,686 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ โดยตัดขาดทุนหากราคาหลุด 1,686 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแบ่งทองคำออกขายทำกำไรบางส่วนหากราคาทองคำไม่ผ่านแนวต้านที่ 1,739-1,747 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลัก หลังนักลงทุนแห่ซื้อสินทรัพย์เสี่ยง  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (14 เม.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อสกุลเงินที่เป็นสินทรัพย์เสี่ยง เช่นสกุลเงินยูโร หลังจากมีกระแสคาดการณ์ว่า รัฐบาลของหลายประเทศอาจจะกลับมาเปิดเศรษฐกิจอีกครั้ง หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส-19 เริ่มอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 107.16 เยน จากระดับ 107.52 เยน และอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9602 ฟรังก์ จากระดับ 0.9662 ฟรังก์ แต่หากเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3909 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3875 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.0979 ดอลลาร์ จากระดับ 1.0922 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2627 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2529 ดอลลาร์
  • (+) “เจพีมอร์แกน เชส”เผยกำไร,รายได้ต่ำกว่าคาดในไตรมาส 1  เจพีมอร์แกน เชส ซึ่งเป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐเมื่อพิจารณาจากมูลค่าสินทรัพย์ เปิดเผยว่า ทางธนาคารมีกำไรและรายได้ต่ำกว่าคาดในไตรมาส 1 โดยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ทั้งนี้ เจพีมอร์แกน เชส ระบุว่า ธนาคารมีกำไร 0.78 ดอลลาร์/หุ้น ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.84 ดอลลาร์/หุ้น  นอกจากนี้ ธนาคารมีรายได้ 2.907 หมื่นล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 2.967 หมื่นล้านดอลลาร์
  • (+) IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลกหดตัว 3% ปีนี้จากพิษโควิด-19  กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า เศรษฐกิจโลกในปีนี้จะประสบกับวิกฤตการเงินที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ โดยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ทั้งนี้ IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะหดตัวลง 3% ในปีนี้ ซึ่งสวนทางการคาดการณ์ในเดือนม.ค.ที่ระบุว่า เศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัว 3.3% ในปีนี้  อย่างไรก็ดี IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 5.8% ในปีหน้า จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะมีการขยายตัว 3.4%  การที่ IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวกว่า 5% ในปีหน้า มีสาเหตุจากการเปรียบเทียบกับฐานที่ต่ำในปี 2563 ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะหดตัวในปีดังกล่าว
  • (-) “ทรัมป์” เผยรัฐบางแห่งในสหรัฐอาจกลับมาเปิดเศรษฐกิจได้อีกครั้งภายในวันที่ 1 พ.ค.นี้  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐเปิดเผยในระหว่างการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่ทำเนียบขาวว่า เขาเชื่อว่ารัฐบางแห่งของสหรัฐจะสามารถยกเลิกมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมที่เข้มงวดได้ภายในวันที่ 1 พ.ค.นี้ หลังจากมาตรการเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจในรัฐต่างๆ  “แผนการเปิดเศรษฐกิจใกล้จะได้ข้อสรุปแล้ว ผมจะพูดคุยกับบรรดาผู้ว่าการรัฐทั้งหมด 50 รัฐ และจากนั้นผมจะให้อำนาจแก่ผู้ว่าการรัฐเพื่อดำเนินการเปิดเศรษฐกิจอีกครั้ง โดยจะเป็นไปตามแผนการเปิดเศรษฐกิจของแต่ละรัฐในช่วงเวลาและแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมที่สุด” ปธน.ทรัมป์ระบุ  ปธน.ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า “วันที่จะเปิดเศรษฐกิจได้ใกล้เข้ามาแล้ว แม้ว่ารัฐแต่ละรัฐมีสภาวะที่แตกต่างกัน แต่ถึงกระนั้นก็ตาม วันที่จะเปิดเศรษฐกิจกำลังใกล้เข้ามา ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 พ.ค.ด้วยซ้ำ”
  • (+/-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 558.99 จุด รับความหวังสหรัฐเปิดเศรษฐกิจ,สถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (14 เม.ย.) ขานรับมุมมองบวกที่ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐนิวยอร์กซึ่งมีรายงานว่าจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาด นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากความหวังที่ว่า คณะทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์และกลับมาเปิดเศรษฐกิจอีกครั้ง  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 23,949.76 จุด เพิ่มขึ้น 558.99 จุด หรือ +2.39% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,846.06 จุด เพิ่มขึ้น 84.43 จุด หรือ +3.06% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,515.74 จุด เพิ่มขึ้น 323.32 จุด หรือ +3.95%