พฤษภาคม 13, 2021

วิเคราะห์ราคาทองคำ 15 ม.ค.64(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

ยังมีลุ้นที่ราคาอาจไปทดสอบแนวต้านโซนที่ 1,864-1,874 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคายืนไม่ได้อาจเกิดแรงขายทำกำไรระยะสั้นออกมา เมื่อราคาทองคำอ่อนตัวลงจะมีแนวรับบริเวณ 1,833-1,818 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,833 1,818 1,800  แนวต้าน : 1,874 1,889 1,898

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ทั้งนี้  ราคาทองคำฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดที่ลงไปทดสอบในระหว่างวันบริเวณ 1,831.16 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงหนุนจาก 2 ประเด็น  ได้แก่  (1.) การเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานที่พุ่งขึ้นเกินคาดสู่ระดับ 965,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่สัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 22 ส.ค. สะท้อนว่าตลาดแรงงานของสหรัฐยังคงเปราะบาง  (2.) ถ้อยแถลงของนายเจอโรม  พาวเวลล์ประธานธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ที่ระบุชัดว่า  เฟดจะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆนี้(no time soon) และย้ำว่ายังเร็วเกินไปที่จะหารือเกี่ยวกับการลดวงเงินการเข้าซื้อพันธบัตร(QE tapering) ในระยะเวลาอันใกล้นี้  สถานการณ์ดังกล่าวกดดันให้ดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าลงจนเป็นปัจจัยหนุนทองคำ  อย่างไรก็ดี  การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำยังอยู่ในกรอบจำกัด  เพราะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปียังคงเคลื่อนไหวเหนือ 1.10% ต่อเนื่องขานรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชื่อว่า “American Rescue Plan”ซึ่งนายโจ ไบเดนว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐเปิดเผยวานนี้  โดยมาตรการดังกล่าวมีวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์   ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ย  นอกจากนี้  การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำยังได้รับแรงกดดันเพิ่มจากกองทุน SPDR ที่ถือครองทองคำลดลง -10.21 ตันอีกด้วย  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ  อาทิ  ยอดค้าปลีก, ดัชนีภาวะธุรกิจโดยรวม(Empire State Index), ดัชนีราคาผู้บริโภค (PPI), อัตราการใช้กำลังการผลิต, การผลิตภาคอุตสาหกรรม, สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจและคาดการณ์ความเชื่อมั่นผู้บริโภค จาก UoM

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำทดสอบแนวต้านที่ 1,864-1,874 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ถ้ายังไม่สามารถผ่านได้ ซึ่งนักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไรเนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเมื่อราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นยังคงมีแรงขายออกมาเช่นกัน อย่างไรก็ตามหากการอ่อนลงของราคาไม่หลุดโซนแนวรับระยะสั้นอยู่ที่ 1,833-1,818 ประเมินว่าเป็นการอ่อนตัวลงเพื่อสะสมแรงซื้ออีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

เปิดสถานะซื้อในบริเวณ 1,833-1,818 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ลดพอร์ตการลงทุนหากราคาหลุด 1,818 ดอลลาร์ต่อออนซ์) หากราคาดีดตัวขึ้นให้พิจารณาโซน 1,864-1,874 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นจุดปิดสถานะทำกำไร

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดาวโจนส์ปิดลบ 68.95 จุด วิตกข้อมูลแรงงานสหรัฐซบเซา  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (14 ม.ค.) หลังจากสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานเพิ่มขึ้นมากกว่าคาดในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐยังคงอ่อนแอ โดยข้อมูลดังกล่าวได้บดบังปัจจัยบวกจากการคาดการณ์ที่ว่า นายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ จะประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่เพื่อเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 30,991.52 จุด ลดลง 68.95 จุด หรือ -0.22% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,795.54 จุด ลดลง 14.30 จุด หรือ -0.38% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 13,112.64 จุด ลดลง 16.31 จุด หรือ -0.12%
  • (+) สหรัฐเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานพุ่งเกินคาดในสัปดาห์ที่แล้ว  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกพุ่งขึ้นสู่ระดับ 965,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่สัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 22 ส.ค.2563 จากระดับ 784,000 รายที่มีการรายงานในสัปดาห์ก่อนหน้านี้ หลังจากปรับตัวลง 3 สัปดาห์ติดต่อกัน  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 795,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว
  • (+) ซีอีโอ “โมเดอร์นา” เตือนโควิด-19 จะอยู่กับโลก “ตลอดไป”  นายสเตเฟน แบนเซล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทโมเดอร์นา อิงค์ กล่าวเตือนว่า ไวรัสโควิด-19 จะอยู่กับโลก “ตลอดไป”  “โควิด-19 จะไม่หายไปไหน และเราจะต้องอยู่กับไวรัสนี้ตลอดไป” นายแบนเซลกล่าวในการประชุมว่าด้วยสุขภาพซึ่งจัดขึ้นโดยเจพีมอร์แกน  นายแบนเซลเห็นพ้องกับเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขที่ระบุว่า โควิด-19 จะกลายเป็นโรคเฉพาะถิ่น ซึ่งหมายความว่า โควิด-19 จะอยู่ในแหล่งชุมชนต่างๆตลอดเวลา แม้ว่าจะอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ปรากฎในขณะนี้  นายแบนเซลยังระบุว่า เจ้าหน้าที่จะต้องจับตาการกลายพันธุ์ของโควิด-19 เพื่อทำการผลิตวัคซีนในการต่อสู้กับไวรัสดังกล่าว
  • (+) ดอลล์อ่อน หลังสหรัฐเผยข้อมูลแรงงานซบเซา  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (14 ม.ค.) หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานเพิ่มขึ้นมากกว่าคาดในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐยังคงอ่อนแอ  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.13% แตะที่ 90.2400 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 103.79 เยน จากระดับ 103.88 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.8877 ฟรังก์ จากระดับ 0.8879 ฟรังก์ นอกจากนี้ยังอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2637 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2697 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.2155 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2154 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3681 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3630 ดอลลาร์
  • (-) สหรัฐเผยดัชนีราคานำเข้าพุ่งขึ้นมากกว่าคาดในเดือนธ.ค.  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยในวันนี้ว่า ดัชนีราคานำเข้าดีดตัวขึ้นมากกว่าคาดในเดือนธ.ค. โดยพุ่งขึ้น 0.9% เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนพ.ย.  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าดัชนีราคานำเข้าเพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือนธ.ค.
  • (-) โควิด-19 คร่าชีวิตชาวเยอรมันวันเดียวมากกว่า 1,200 ราย สูงเป็นประวัติการณ์  สถาบันโรเบิร์ต คอช (RKI) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลเยอรมนีในการควบคุมโรคติดเชื้อ เปิดเผยว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา พบผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเยอรมนีจำนวน 1,244 ราย ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการแพร่ระบาด
  • (+/-) ไบเดนประกาศมาตรการกระตุ้นศก.วงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลล์ ช่วยครัวเรือน-ภาคธุรกิจรับมือโควิด  นายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชื่อว่า “American Rescue Plan” ในวันพฤหัสบดี (14 ม.ค.) ตามเวลาสหรัฐ โดยมาตรการดังกล่าวมีวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งมีเป้าหมายที่จะช่วยเหลือภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจให้สามารถรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  นายไบเดนได้ประกาศมาตรการ American Rescue Plan ในระหว่างการประชุมร่วมกับทีมเศรษฐกิจที่เมืองวิลมิงตัน รัฐเดลาแวร์ โดยมาตรการดังกล่าวประกอบไปด้วย  ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจากระดับ 7.25 ดอลลาร์/ชั่วโมงในปัจจุบัน สู่ระดับ 15 ดอลลาร์, เพิ่มวงเงินในการส่งเช็คเงินสดให้แก่ชาวอเมริกันเป็นคนละ 2,000 ดอลลาร์ จากเดิมที่ได้คนละ 600 ดอลลาร์, เพิ่มวงเงินช่วยเหลือคนตกงานเป็น 400 ดอลลาร์/สัปดาห์ และให้ขยายโครงการช่วยเหลือไปจนถึงสิ้นเดือนก.ย., ให้เงินช่วยเหลือรัฐต่างๆ และรัฐบาลท้องถิ่น จำนวน 3.50 แสนล้านดอลลาร์, ให้เงินช่วยเหลือโรงเรียนและสถาบันการศึกษา จำนวน 1.70 แสนล้านดอลลาร์, ให้เงินสนับสนุนการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 จำนวน 5 หมื่นล้านดอลลาร์, ให้เงินช่วยเหลือในโครงการวัคซีนแห่งชาติภายใต้ความร่วมมือกับรัฐและองค์กรต่างๆ วงเงิน 2 หมื่นล้านดอลลาร์