ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 19, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 15 พ.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

หลังจากราคาดีดตัวขึ้นแรงมีอาจมีแรงขายทำกำไรระยะสั้น หากราคาทดสอบแนวรับโซนที่ 1,726-1,720 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคายืนได้อาจเกิดแรงซื้อทำกำไรเข้ามา เมื่อราคาทองคำดีดตัวขึ้นจะมีแนวต้านบริเวณ 1,739-1,747 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,720 1,709 1,697 แนวต้าน : 1,739 1,747 1,761

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 15.92 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาทองคำได้รับแรงหนุนหลังกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่สูงเกินคาดแตะ 2.981 ล้านรายในสัปดาห์ที่แล้ว รวมแล้วชาวอเมริกันถูกปลดจากงานเกือบ 36.5 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของประชากรในวัยทำงานทั้งหมดภายในเวลาเพียง 8 สัปดาห์  นอกจากนี้ราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนเพิ่มจากความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐที่ตึงเครียดมากขึ้น  ล่าสุดวานนี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ผ่าน FOX Business ว่าเขาไม่สนใจที่จะสนทนากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนในขณะนี้  พร้อมแสดงความผิดหวังที่จีนล้มเหลวในการควบคุม COVID-19  อีกทั้งยังขู่อีกว่าอาจตัดความสัมพันธ์ทั้งหมดกับจีน  ประเด็นที่กล่าวมากระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  ส่งผลให้ราคาทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 สัปดาห์บริเวณ 1,736.57 ดอลลาร์ต่อออนซ์  แม้ว่าจะได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์และการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐก็ตาม  ด้านกองทุน SPDR ที่ถือครองทองคำเพิ่ม +12.58 ตันสู่ระดับ 1,104.72 ตันซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เม.ย. 2013 ทำให้ในปี 2020 กองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่มแล้วถึง +211.47 ตัน  สะท้อนกระแสเงินทุนไหลเข้ากองทุน ETF ทองคำยังคงแข็งแกร่ง  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยยอดค้าปลีก, Empire State Index, อัตราการใช้กำลังผลิต, การผลิตภาคอุตสาหกรรม, สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจ, JOLTS Job Openings และคาดการณ์ความเชื่อมั่นผู้บริโภคจาก UoM

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำยังคงพยายามยืนเหนือ 1,726-1,720 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้หลายชั่วโมง มีแนวโน้มที่ราคาจะขึ้นทดสอบแนวต้านโซน 1,739-1,747 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้าไม่สามารถยืนเหนือแนวรับแรกได้ จะเกิดแรงขายออกมาเพิ่มโดยแนวรับถัดไปจะอยู่ที่ 1,709 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

เสี่ยงเปิดสถานะขายเพื่อลงทุนระยะสั้น หากราคาทองคำไม่ผ่านแนวต้านที่ 1,739-1,747 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อรอเข้าซื้อคืนหากการอ่อนตัวลงสามารถยืนเหนือโซน 1,720-1,709 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยตัดขาดทุนหากราคาดีดตัวขึ้นแรงผ่าน 1,747 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) “ทรัมป์”ระบุไม่ต้องการคุยกับผู้นำจีนขณะนี้, อาจแม้แต่ตัดสัมพันธ์จีน  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐส่งสัญญาณความเสื่อมถอยเพิ่มเติมของความสัมพันธ์ของเขากับจีนประเด็นโควิด-19 โดยระบุว่า เขาไม่สนใจที่จะสนทนากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนในขณะนี้ และยิ่งกว่านั้นบ่งชี้ว่า เขาอาจแม้แต่ตัดสัมพันธ์กับจีน  ในการให้สัมภาษณ์ทางสถานีโทรทัศน์  Fox Business Network เมื่อวานนี้ ปธน.ทรัมป์ระบุว่าเขาผิดหวังอย่างยิ่งกับความล้มเหลวของจีนในการควบคุมโควิด-19 และการระบาดดังกล่าวสร้างทัศนะลบเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าเดือนม.ค.ของเขากับจีน ซึ่งก่อนหน้านี้เขาชื่นชมว่าเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่  ปธน.ทรัมป์ระบุว่า “จีนไม่ควรปล่อยให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ผมทำข้อตกลงการค้าอันยอดเยี่ยมและขณะนี้ผมบอกได้เลยว่า ผมรู้สึกไม่เหมือนเดิม หมึกยังไม่ทันแห้งดีและโรคระบาดปรากฏขึ้น และนั่นทำให้ผมรู้สึกไม่เหมือนเดิม”
  • (+) สหรัฐเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานสูงกว่าคาดจากพิษโควิด  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกจำนวน 2.981 ล้านรายในสัปดาห์ที่แล้ว โดยตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 2.5 ล้านราย  ทั้งนี้ ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานโดยรวมพุ่งขึ้นเกือบ 36.5 ล้านราย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของประชากรในวัยทำงานทั้งหมดของสหรัฐ นับตั้งแต่ที่สหรัฐประกาศล็อกดาวน์ในรัฐต่างๆในช่วงครึ่งหลังของเดือนมี.ค.เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
  • (+) WHO เตือนโควิด-19 อาจระบาดต่อไปอีก 5 ปี ก่อนจะถูกควบคุมได้  พญ.ซุมยา สวามินาธาน หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ประจำองค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อาจดำเนินต่อไปอีก 4-5 ปี ก่อนที่จะถูกควบคุมไว้ได้  พญ.สวามินาธานกล่าวว่า วัคซีนถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้ แต่ก็ยังคงมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความปลอดภัย, การผลิต และการกระจายอย่างเป็นธรรม  พญ.สวามินาธานกล่าวว่า การพัฒนาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ และมาตรการกักตัวผู้ติดเชื้อที่ประสบความสำเร็จ ถือเป็นปัจจัยที่จะตัดสินว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะยาวนานเพียงใด
  • (-) ดอลล์แข็งเทียบสกุลเงินหลัก ขานรับเฟดยันไม่ใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบ  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (14 พ.ค.) หลังจากที่นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยืนยันว่า เฟดจะไม่ใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.23% สู่ระดับ 100.48 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 107.23 เยน จากระดับ 106.99 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9744 ฟรังก์ จากระดับ 0.9723 ฟรังก์ ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.0782 ดอลลาร์ จากระดับ 1.0815 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.2193 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2218 ดอลลาร์
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 377.37 จุด รับแรงซื้อหุ้นแบงก์,พลังงาน  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (14 พ.ค.) โดยได้ปัจจัยหนุนจากการที่นักลงทุนเข้าช้อนซื้อหุ้นกลุ่มธนาคาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นธนาคารรายใหญ่ที่ถูกเทขายในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานดีดตัวขึ้นหลังจากราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นแข็งแกร่งถึง 9% ซึ่งคำสั่งซื้อที่ส่งเข้าหนุนหุ้นทั้งสองกลุ่มได้ช่วยพยุงตลาดขึ้นปิดในแดนบวก หลังจากที่ถูกกดดันในช่วงแรกจากรายงานตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานในสหรัฐที่สูงเกินคาด  ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 23,625.34 จุด เพิ่มขึ้น 377.37 จุด หรือ +1.62% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,852.50 จุด เพิ่มขึ้น 32.50 จุด หรือ +1.15% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,943.72 จุด เพิ่มขึ้น 80.56 จุด หรือ +0.91%
  • (-) สหรัฐเตรียมนำยา azithromycin-hydroxychloroquine ทดลองรักษาโรคโควิด  สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐ (NIH) แถลงในวันนี้ว่า ทางสถาบันจะเริ่มการศึกษาใช้ยา azithromycin ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะ และยา hydroxychloroquine ซึ่งเป็นยารักษาโรคมาลาเรีย โดย NIH จะนำยาทั้ง 2 ตัวมาร่วมกันทดลองรักษาโรคโควิด-19