พฤษภาคม 13, 2021

วิเคราะห์ราคาทองคำ 15 ธ.ค.63(ภาคเช้า) by HGF

Spread the love


โดย  : 
บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด(HGF)

ทองคำปรับลดลง จากความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19

คืนนี้สหรัฐจะประกาศการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนพ.ย.

แนวโน้มราคาทองคำคาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,825-1,850ดอลลาร์

  • ราคาทองคำ Spot เมื่อวานปรับลดลง          เนื่องจากความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ในประเทศต่างๆทางสำนักงานอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ได้อนุมัติให้มีการใช้วัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ของบริษัทไฟเซอร์เป็นกรณีฉุกเฉินเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยการอนุมัติของ FDA จะทำให้รัฐบาลสามารถเริ่มแจกจ่ายวัคซีนของไฟเซอร์ให้กับรัฐและเมืองต่างๆในสหรัฐ  ซึ่งขณะนี้สหรัฐ อังกฤษ บาห์เรน แคนาดา และสิงคโปร์ได้ให้การอนุมัติวัคซีนของไฟเซอร์แล้ว โดยอังกฤษได้เริ่มฉีดวัคซีนแก่ประชาชนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาทางด้านกองทุน SPDRGold Trust ขายทองคำ 4.67 ตัน
  • คืนนี้สหรัฐจะประกาศดัชนีการผลิตรัฐนิวยอร์กเดือนพ.ย.  ตลาดคาดจะทรงตัวที่ระดับ 6.3 เท่ากับเดือนต.ค. และการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนพ.ย. ตลาดคาดจะเพิ่มขึ้น 0.3% หลังจากที่เดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 1.1%นอกจากนี้การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รอบสุดท้ายของปีนี้จะเริ่มขึ้นในวันนี้
  • แนวโน้มราคาทองคำ Spot ระยะสั้นคาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,825-1,850ดอลลาร์ โดยมีแนวรับที่ 1,825 ดอลลาร์ และแนวรับสำคัญ 1,800 ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้านที่ 1,850 ดอลลาร์ และแนวต้านถัดไปที่ 1,875 ดอลลาร์

ราคาทองตลาดโลก

Closechg.SupportResistance
1,826.90-10.61,825/1,8001,850/1,875

ราคาทองแท่ง 96.5%

Closechg.SupportResistance
26,050-10026,000/25,70026,350/26,650

โกลด์ฟิวเจอร์ส

ClosechgSupportResistance
26,130+1026,170/25,85026,490/26,820

แนะนำเปิดสถานะซื้อเมื่อราคาทองคำ Spot ปรับลงมาที่ 1,825 ดอลลาร์ (GF26,170บาท) โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,810 ดอลลาร์ (GF 26,050บาท)

การลงทุนในทองแท่งแนะนำทยอยซื้อสะสมที่ราคาทองคำ Spot 1,825ดอลลาร์ และ 1,800 ดอลลาร์

โกลด์ออนไลน์ฟิวเจอร์

ClosechgSupportResistance
1,825.90-2.601,825/1,8001,850/1,875

แนะนำเปิดสถานะซื้อเมื่อราคาGOZ20ปรับลงมาที่ 1,825 ดอลลาร์ โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,810 ดอลลาร์

เงินบาท

ทิศทางเงินบาทในวันนี้คาดจะเคลื่อนไหวในกรอบ 30-30.20  บาท/ดอลลาร์ ซึ่งเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ แต่เงินปอนด์แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากความหวังว่าอังกฤษและสหภาพยุโรป (EU) จะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้า ซึ่งจะช่วยให้หลีกเลี่ยงภาวะอังกฤษต้องแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปโดยไม่มีข้อตกลง (no-deal Brexit) สำหรับ USD Futures เดือนธ.ค.63 คาดจะมีแนวรับที่ 30 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้านที่ 30.20 บาท/ดอลลาร์

News

ตลาดการเงินต่างประเทศปอนด์แข็งค่ารับความหวังอังกฤษเลี่ยงno-deal Brexit

เงินปอนด์แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนที่ผ่านมา (14 ธ.ค.) โดยได้แรงหนุนจากความหวังที่ว่าอังกฤษและสหภาพยุโรป (EU) จะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าซึ่งจะช่วยให้อังกฤษสามารถหลีกเลี่ยงภาวะการแยกตัวจากEU แบบไร้ข้อตกลงหรือno-deal Brexit

ตลาดโลหะมีค่าต่างประเทศ:ทองปิดร่วง $11.5 ข่าววัคซีนกดดันนลท.ขายสินทรัพย์ปลอดภัย

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนที่ผ่านมา (14 ธ.ค.) เนื่องจากข่าวความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ในประเทศต่างๆได้ส่งผลให้นักลงทุนเทขายทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัยขณะที่นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐในวันที่ 15-16 ธ.ค.นี้สัญญาทองคำตลาดCOMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนก.พ. ร่วงลง 11.5 ดอลลาร์หรือ 0.62% ปิดที่ 1,832.1  ดอลลาร์/ออนซ์ สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนมี.ค. ลดลง 4.5 เซนต์หรือ 0.19% ปิดที่ 24.047 ดอลลาร์/ออนซ์

ตลาดน้ำมันดิบต่างประเทศ:น้ำมันWTI ปิดบวก 42 เซนต์คาดวัคซีนโควิดหนุนดีมานด์น้ำมัน

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนที่ผ่านมา (14 ธ.ค.) โดยได้ปัจจัยหนุนจากความหวังที่ว่าการที่ประเทศต่างๆเริ่มมีการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 จะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและความต้องการใช้น้ำมันอย่างไรก็ดีสัญญาน้ำมันดิบได้รับแรงกดดันในระหว่างวันหลังจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ปรับลดคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันทั้งในปีนี้และปีหน้าสัญญาน้ำมันดิบWTI ส่งมอบเดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 42 เซนต์หรือ 0.9% ปิดที่ 46.99 ดอลลาร์/บาร์เรลสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 32 เซนต์หรือ 0.6% ปิดที่ 50.29 ดอลลาร์/บาร์เรลซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดในนรอบ 9 เดือน

ตลาดหุ้นต่างประเทศ: ดาวโจนส์ปิดลบ 184.82 จุดวิตกล็อกดาวน์ฉุดเศรษฐกิจ

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนที่ผ่านมา (14 ธ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของมาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งในสหรัฐและยุโรปซึ่งความกังวลดังกล่าวได้บดบังปัจจัยบวกจากข่าวการอนุมัติวัคซีนต้านโควิด-19 ในสหรัฐดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 29,861.55 จุดลดลง 184.82 จุดหรือ -0.62% ขณะที่ดัชนีS&P500 ปิดที่ 3,647.49 จุดลดลง 15.97 จุดหรือ -0.44% และดัชนีNasdaq ปิดที่ 12,440.04 จุดเพิ่มขึ้น 62.17 จุดหรือ +0.50%

มูดี้ส์เผยอันดับเครดิตไฟเซอร์ได้ปัจจัยหนุนหลังสหรัฐไฟเขียวใช้วัคซีนบริษัท
สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือมูดีส์อินเวสเตอร์สเซอร์วิสเปิดเผยว่าการที่วัคซีนต้านไวรัสโควิด-19ซึ่งบริษัทไฟเซอร์ได้พัฒนาร่วมกับบริษัทไบโอเอ็นเทคได้รับอนุมัติจากสหรัฐให้ใช้ในการป้องกันโรคโควิด-19ในกรณีฉุกเฉินนั้นถือเป็นปัจจัยบวกต่ออันดับความน่าเชื่อถือของไฟเซอร์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาสำนักงานอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐได้อนุมัติให้มีการใช้วัคซีนต้านโรคโควิด-19ของบริษัทไฟเซอร์อิงค์และบริษัทไบโอเอ็นเทคในกรณีฉุกเฉินและล่าสุดนายโรเบิร์ตเรดฟิลด์ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐ (CDC) ได้ลงนามอนุมัติให้มีการฉีดวัคซีนต้านโรคโควิด-19ของบริษัทไฟเซอร์และบริษัทไบโอเอ็นเทคให้กับชาวอเมริกันอย่างเป็นทางการทั้งนี้มูดี้ส์ระบุว่า "การอนุมัติวัคซีนถือเป็นปัจจัยบวกต่ออันดับความน่าเชื่อถือของไฟเซอร์เพราะจะทำให้บริษัทมีกำไรและกระแสเงินสดหมุนเวียนเพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายวัคซีนไฟเซอร์มีโอกาสในการทำกำไรและรายได้อย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากทางบริษัทได้กำหนดราคาวัคซีนในระดับที่สามารถทำกำไรได้"    วัคซีนBNT162b2ที่ไฟเซอร์พัฒนาร่วมกับบริษัทไบโอเอ็นเทคนั้นประสิทธิภาพมากถึง95%ในการป้องกันไวรัสโควิด-19ซึ่งสูงกว่าวัคซีนของโมเดอร์นาอิงค์ที่มีประสิทธิภาพ94.5%รัฐบาลสหรัฐได้ทำข้อตกลงซื้อวัคซีนจำนวน100ล้านโดสกับไฟเซอร์และมีสิทธิซื้อเพิ่มเติมอีก500ล้านโดสขณะที่บริษัทจะผลิตวัคซีน50ล้านโดสภายในปีนี้และ1,300ล้านโดสในปีหน้า
                    
ทรัมป์-เจ้าหน้าที่ระดับสูงสหรัฐจะได้รับวัคซีนโควิดของไฟเซอร์เร็วๆนี้
เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขของสหรัฐเตรียมฉีดวัคซีนต้านโรคโควิด-19ของบริษัทไฟเซอร์อิงค์และบริษัทไบโอเอ็นเทคให้กับประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้หลังจากที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐ (CDC) ได้ลงนามอนุมัติวัคซีนดังกล่าวอย่างเป็นทางการนายจอห์นอัลเลียตโฆษกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐแถลงว่าการฉีดวัคซีนโควิด-19ให้กับบุคลากรของรัฐในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินงานของรัฐบาลโดยจะมีการฉีดวัคซีนให้กับบุคลากรจากทั้ง3ฝ่ายเริ่มตั้งแต่วันจันทร์นี้ต่อเนื่องไปเป็นเวลา10วันเพื่อเลี่ยงไม่ให้บุคลากรที่เข้ารับการฉีดวัคซีนได้รับผลกระทบจากผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันนายอัลเลียตกล่าวว่ามาตรการดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในพยายามที่จะสร้างความเชื่อมั่นเกี่ยวกับวัคซีนให้กับประชาชนโดยข้อเสนอการฉีดวัคซีนให้กับบุคคลสำคัญในรัฐบาลครั้งนี้เป็นไปตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยและเจ้าหน้าที่สาธาราณสุขและฝ่ายความมั่นคงนายอัลเลียตระบุว่า " ชาวอเมริกันควรมีความมั่นใจว่าพวกเขาได้รับวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขและความมั่นคงแห่งชาติ"     ทั้งนี้ประชาชนทั่วไปกลุ่มแรกที่จะได้รับวัคซีนต้านโรคโควิด-19ของบริษัทไฟเซอร์อิงค์และบริษัทไบโอเอ็นเทคซึ่งเพิ่งผ่านการอนุมัติจากสำนักงานอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐเมื่อวันศุกร์และได้รับการลงนามอนุมัติโดยผู้อำนวยการCDC แล้วนั้นได้แก่บุคลากรทางการแพทย์และผู้มีความเสี่ยงสูงรวมถึงกลุ่มคนอื่นๆอาทิพนักงานที่ทำงานในสายการบินครูและผู้ที่ต้องมีการสัมผัสกับเนื้อสัตว์
ผลสำรวจชี้พิษโควิดส่งผลธุรกิจค้าปลีก-ร้านอาหารในสหรัฐปิดกิจการจำนวนมาก
ผลสำรวจซึ่งจัดทำโดยCoresight Research ระบุว่านับตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงขณะนี้มีร้านค้าปลีก 8,400 แห่งและร้านอาหารกว่า 110,000 แห่งในสหรัฐต้องปิดตัวลงเพราะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยขณะนี้มีผู้เสียชีวิตในสหรัฐแล้วกว่า 298,000 รายผลสำรวจระบุว่าร้านค้าปลีกในสหรัฐได้ประกาศปิดตัวลงแล้ว 8,400 แห่งในปีนี้โดยบริษัทAscena Retail ได้ปิดสาขาส่วนใหญ่ของบริษัทเกือบ 1,200 แห่งทั้งนี้Coresight Research คาดการณ์ว่าจำนวนร้านค้าปลีกที่ปิดกิจการในปีนี้จะทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์โดยทำลายสถิติของปี 2562 ที่มีร้านค้าปลีกทั้งหมด 9,302 แห่งต้องปิดตัวลงส่วนธุรกิจร้านอาหารของสหรัฐก็ได้รับความเสียหายเช่นเดียวกันโดยรายงานล่าสุดของสมาคมร้านอาหารแห่งชาติของสหรัฐเปิดเผยว่าร้านอาหารในสหรัฐประมาณ 17% หรือ 110,000 แห่งได้ปิดตัวลงอย่างถาวรในปีนี้และมีอีกหลายพันแห่งอยู่ในภาวะที่ใกล้จะต้องปิดตัวลงรายงานการวิเคราะห์โดยสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นระบุว่า "เราปฏิเสธไม่ได้ว่าปี 2563 เป็นปีที่โหดร้ายสำหรับร้านอาหารและร้านค้าไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดปัญหาหนี้สินและการเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อสินค้าและการรับประทานอาหารได้สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงจนทำให้เกิดการล้มละลายและต้องปิดตัวลงนอกจากนี้การล็อกดาวน์ยังได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อร้านค้าปลีกและร้านอาหารซึ่งหลายแห่งก็เผชิญปัญหาหนักอยู่แล้ว"