มกราคม 16, 2021

วิเคราะห์ราคาทองคำ 14 ม.ค.64(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

สามารถถือทองคำต่อได้หากราคาไม่หลุดแนวรับ 1,818 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และไปรอลุ้นขายทำกำไรบริเวณแนวต้าน 1,855-1,874 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,818 1,800 1,782  แนวต้าน : 1,855 1,874 1,889

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง 10.10 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของดัชนีดอลลาร์รับความหวังที่ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวภายใต้การนำของนายโจ ไบเดน ที่มีแผนจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่  นอกจากนี้  สกุลเงินดอลลาร์ยังได้รับแรงหนุนจากการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่ดีดตัวขึ้น 0.4% ในเดือนธ.ค. หลังจากปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนพ.ย. สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้  สะท้อนว่าเงินเฟ้อของสหรัฐเพิ่มฟื้นตัวขึ้น  ด้านกองทุน SPDR ลดการถือครองทองคำลง -10.50 ตัน  ปัจจัยที่กล่าวมากดดันให้ราคาทองคำร่วงลงแตะระดับต่ำสุดบริเวณ 1,842 ดอลลาร์ต่อออนซ์ซึ่งเป็นเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน  ก่อนที่ราคาทองคำจะเริ่มพยุงตัวรักษาระดับ  ขณะที่นักลงทุนบางส่วนยังคงถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเอาไว้  จากความวิตกเกี่ยวกับความวุ่นวายทางการเมืองในสหรัฐที่อาจเกิดขึ้นจากความพยายามถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ออกจากตำแหน่ง   ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ภายใต้การบริหารของนายโจ ไบเดน กระตุ้นการคาดการณ์เงินเฟ้อจนเป็นปัจจัยหนุนทองคำเพิ่มเติมอีกด้วย  นั่นทำให้การปรับตัวลงของทองคำวานนี้ยังคงอยู่ในกรอบจำกัด  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์  และถ้อยแถลงของนายเจอโรม  พาวเวลล์  ประธานธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ในงานซึ่งจัดโดย Princeton University Bendheim Center for Finance  อีกทั้งต้องจับตาการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ต่างๆตอบรับการที่นายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ เตรียมประกาศมาตรการเพื่อเยียวยาผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19  และแผนการใช้จ่ายด้านโครงสร้างฟื้นฐานเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจสหรัฐ 

จจัยทางเทคนิค :

ราคามีแรงขายเพิ่มมากขึ้น หากการอ่อนตัวลงของราคาทองคำยังสามารถรักษาระดับเหนือบริเวณแนวรับ 1,818 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ อาจจะเห็นการดีดตัวกลับขึ้นไปบริเวณแนวต้าน 1,855-1,874 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุด 1,818 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ระดับต่ำสุดของสัปดาห์นี้)จะทำให้มุมมองเชิงลบเพิ่มมากขึ้น

กลยุทธ์การลงทุน :

แนะนำให้ลงทุนระยะสั้น โดยจังหวะเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัวลงมาและไม่หลุดแนวรับ 1,818 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากยืน 1,818 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้) แต่หากราคาปรับตัวขึ้นตัวขึ้นให้พิจารณาบริเวณ 1,855-1,874 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นจุดปิดสถานะทำกำไร

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดาวโจนส์ปิดลบ 8.22 จุด นักลงทุนจับตาการเมืองสหรัฐ  ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบเล็กน้อยเมื่อคืนนี้ (13 ม.ค.) ขณะที่นักลงทุนจับตาสถานการณ์การเมืองในสหรัฐ โดยล่าสุดสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐมีมติถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แล้ว และกำลังส่งญัตติการถอดถอนปธน.ทรัมป์ให้วุฒิสภาพิจารณาเป็นลำดับต่อไป ส่วนดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นที่ปลอดภัยและสามารถต้านทานวัฎจักรทางเศรษฐกิจได้ดี (defensive stocks)เช่นหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคและกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 31,060.47 จุด ลดลง 8.22 จุด หรือ -0.03% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,809.84 จุด เพิ่มขึ้น 8.65 จุด หรือ +0.23% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 13,128.95 จุด เพิ่มขึ้น 56.52 จุด หรือ +0.43%
  • (+) สภาผู้แทนฯสหรัฐมีมติถอดถอน “ทรัมป์” ข้อหาปลุกระดมมวลชนบุกอาคารรัฐสภา  สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐมีมติด้วยคะแนนเสียง 232 ต่อ 197 ถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยความผิดในข้อหายุยงปลุกปั่นให้กลุ่มผู้สนับสนุนของเขาบุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เพื่อขัดขวางกระบวนการประกาศรับรองชัยชนะของนายโจ ไบเดนในการเลือกตั้งประธานาธิบดี  ทั้งนี้ การลงมติถอดถอนปธน.ทรัมป์มีขึ้นเพียงไม่กี่วัน ก่อนที่นายไบเดนจะเข้าพิธีสาบานตนเพื่อเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 20 ม.ค. โดยหลังจากนี้ สภาผู้แทนฯจะส่งญัตติการถอดถอนปธน.ทรัมป์ให้กับวุฒิสภาสหรัฐเพื่อพิจารณาเป็นลำดับต่อไปว่า จะลงมติถอดถอน หรือคัดค้านการถอดถอนปธน.ทรัมป์  รายงานระบุว่า สมาชิกสภาผู้แทนฯจากพรรครีพับลิกันจำนวน 10 คน ได้เข้าร่วมกับพรรคเดโมแครตในการลงมติถอดถอนปธน.ทรัมป์ในครั้งนี้
  • (+) “โกลด์แมน แซคส์” เตือนตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปรับฐานรุนแรงในไม่ช้า  นายแจน แฮตซิอุซ หัวหน้านักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ กล่าวเตือนว่า ตลาดหุ้นและพันธบัตรของสหรัฐอาจปรับฐานอย่างรุนแรงในไม่ช้า เนื่องจากการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มชะลอการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ  ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และหากพิจารณาตั้งแต่เดือนมี.ค.2563 ซึ่งเป็นช่วงที่ไวรัสโควิด-19 เริ่มแพร่ระบาดในสหรัฐ ดัชนีดาวโจนส์และดัชนี S&P 500 ได้พุ่งขึ้นเกือบ 70% แล้ว ขณะที่ดัชนี Nasdaq ทะยานขึ้นกว่า 80%
  • (-) สหรัฐเผยจำนวนผู้ขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยพุ่ง เหตุกังวลดอกเบี้ยดีดตัว  สมาคมนายธนาคารเพื่อการจำนอง (MBA) ของสหรัฐ เปิดเผยว่า จำนวนผู้ยื่นขอสินเชื่อเพื่อการซื้อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น 8% ในสัปดาห์ที่แล้ว และเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว  ส่วนจำนวนผู้ที่ยื่นขอสินเชื่อเพื่อการรีไฟแนนซ์พุ่งขึ้น 20% ในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค.2563 และทะยานขึ้น 93% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 
  • (-) อังกฤษเสียชีวิตจากโควิดสูงเป็นประวัติการณ์กว่า 1,500 รายภายในวันเดียว  กระทรวงสาธารณสุขอังกฤษเปิดเผยว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา พบผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่จำนวนมากถึง 1,564 ราย ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาด ส่งผลให้ยอดรวมผู้เสียชีวิตพุ่งสู่ระดับ 84,767 ราย  ส่วนจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มขึ้น 47,525 ราย
  • (-) ดอลล์แข็งค่า รับความหวังไบเดนออกมาตรการกระตุ้นศก.  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (13 ม.ค.) ขานรับความหวังที่ว่า รัฐบาลสหรัฐชุดใหม่ภายใต้การนำของนายโจ ไบเดน จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพื่อเยียวยาประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.30% แตะที่ 90.3600 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 103.88 เยน จากระดับ 103.80 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.8879 ฟรังก์ จากระดับ 0.8868 ฟรังก์ แต่เมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.2697 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2723 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.2154 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2201 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.3630 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3663 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.7743 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7769 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (+/-) สหรัฐเผยดัชนี CPI ดีดตัว 0.4% ในเดือนธ.ค. สอดคล้องคาดการณ์  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ดีดตัวขึ้น 0.4% ในเดือนธ.ค. หลังจากปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนพ.ย.  เมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI พุ่งขึ้น 1.4% หลังจากปรับตัวขึ้น 1.2% ในเดือนพ.ย.  การปรับตัวขึ้นของดัชนี CPI ในเดือนธ.ค.ได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของราคาพลังงาน  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนี CPI เพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายเดือน และ 1.3% เมื่อเทียบรายปี