ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 20, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 14 ก.ย.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love


โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เน้นเก็งกำไรระยะสั้น สำหรับการเปิดสถานะซื้ออาจพิจารณาบริเวณแนวรับ 1,927-1,906 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากราคาขยับขึ้นควรแบ่งขายทำกำไรบางส่วนหากราคาทองคำไม่ผ่านโซน 1,954-1,966 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้าผ่านได้สามารถถือต่อ

แนวรับ : 1,927 1,906 1,887  แนวต้าน : 1,966 1,980 1,992

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดปรับตัวลดลง 2.61 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำแกว่งตัวในกรอบ 1,954.72-1,936.81 ดอลลาร์ต่อออนซ์  แม้ราคาทองคำจะได้รับแรงหนุนจากความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐที่ยังคงดำเนินต่อไป   นอกจากนี้  ราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนเพิ่มจากสกุลเงินยูโรที่แข็งค่าเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน  ขานรับการที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ไม่กังวลต่อการแข็งค่าของยูโร พร้อมมองเศรษฐกิจยูโรโซนดีดตัวอย่างแข็งแกร่ง และคาดว่า GDP จะหดตัวน้อยกว่าคาดในปีนี้   แต่การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำยังคงเป็นไปอย่างจำกัด  ส่วนหนึ่งเพราะทองคำได้รับแรงกดดันจากแรงขายทำกำไร  ประกอบกับการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์นั้นไม่มากนัก  เนื่องจากสกุลเงินดอลลาร์ได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินปอนด์จากความเสี่ยงที่อังกฤษจะออกจากสหภาพยุโรป(EU)โดยปราศจากข้อตกลง(No-deal Brexit) ขณะที่ “มอร์แกน สแตนลีย์” ได้ปรับเพิ่มแนวโน้มที่จะเกิด No-deal Brexit สู่ระดับ 40% ประกอบกับสกุลเงินดอลลาร์ได้รับแรงหนุนเพิ่มจากการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)ของสหรัฐที่ออกมาดีดเกินคาดอีกด้วย  สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบเพื่อรอปัจจัยใหม่ๆเข้ามาส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของราคา  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำลดลง -4.96 ตัน สู่ระดับ 1,248.00 ตัน  สำหรับวันนี้  ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขเสรษฐกิจสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

วันก่อนหน้าราคาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบ หากราคาไม่หลุด 1,927-1,906 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะมีโอกาสดีดตัวขึ้นทดสอบแนวต้านโซน 1,954-1,966 ดอลลาร์ต่อออนซ์  (1,966 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ระดับสูงสุดของสัปดาห์ก่อนหน้า) ประกอบกับช่วงที่ผ่านมา ดัชนีมีการแกว่งตัวในกรอบที่แคบลง ดังนั้นควรปรับสถานะ การลงทุนตามการเคลื่อนไหวของราคา

กลยุทธ์การลงทุน :

แนะนำเปิดสถานะซื้อ โดยอาจใช้บริเวณ 1,927-1,906 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากหลุด 1,887 ดอลลาร์ต่อออนซ์) ขณะที่หากราคาดีดตัวขึ้นแนะนำทยอยแบ่งปิดสถานะทำกำไรตั้งแต่ราคา 1,954-1,966 ดอลลาร์ต่อออนซ์เพื่อรอเข้าซื้อใหม่เมื่อราคาอ่อนตัว แต่ถ้าผ่านได้สามารถถือต่อ

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดอลล์อ่อนค่าเล็กน้อย นลท.ปรับตัวรับ CPI สหรัฐเพิ่มขึ้นเกินคาด  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (11 ก.ย.) ขณะที่นักลงทุนปรับตัวรับสหรัฐเปิดเผยข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้นเกินคาด  ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.01% แตะที่ 93.3330 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์สหรัฐทรงตัวเมื่อเทียบกับเยนที่ระดับ 106.11 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิสที่ระดับ 0.9096 ฟรังก์ จากระดับ 0.9100 ฟรังก์ แต่ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดาที่ระดับ 1.3193 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3178 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 1.1830 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1824 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าแตะระดับ 0.7274 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7266 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าแตะที่ระดับ 1.2791 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2798 ดอลลาร์
  • (+) จีนบีบ “ไบต์แดนซ์” ชัตดาวน์ TikTok มากกว่ายอมถูกสหรัฐบังคับขายกิจการ  สื่อต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลจีนต้องการให้ไบต์แดนซ์ (ByteDance) ปิดกิจการติ๊กต็อก (TikTok) ในสหรัฐ มากกว่าจะต้องยอมถูกบังคับให้ขายกิจการ  แหล่งข่าวเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ทางการจีนเชื่อว่า การถูกบังคับขายกิจการจะทำให้ไบต์แดนซ์และรัฐบาลจีนดูเหมือนต้องยอมอ่อนข้อต่อแรงกดดันจากสหรัฐ  ทั้งนี้ ไบต์แดนซ์ได้ทำการเจรจาเพื่อขายธุรกิจของติ๊กต็อกซึ่งเป็นแอปวิดีโอสั้นยอดนิยมให้กับบริษัทของสหรัฐซึ่งรวมถึงไมโครซอฟท์และออราเคิล เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ขู่เมื่อเดือนที่แล้วที่จะแบนบริการของติ๊กต็อก หากไบต์แดนซ์ไม่ยอมขายกิจการดังกล่าว โดยปธน.ทรัมป์ได้ขีดเส้นตายให้ไบต์แดนซ์สรุปข้อตกลงขายติ๊กต็อกภายในกลางเดือนก.ย.นี้  ไบต์แดนซ์ระบุในแถลงการณ์ที่ส่งให้กับรอยเตอร์ว่า รัฐบาลจีนไม่เคยแนะนำให้ไบต์แดนซ์ปิดธุรกิจติ๊กต็อกในสหรัฐ หรือในประเทศอื่นๆ แต่อย่างใด  ส่วนแหล่งข่าวเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า หากจำเป็น รัฐบาลจีนก็ตั้งใจจะใช้กฎเกณฑ์ใหม่ในการส่งออกเทคโนโลยีที่มีการปรับแก้ไขเมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อชะลอการทำข้อตกลงขายกิจการใดๆ ของไบต์แดนซ์
  • (+) จีนไม่รามือเข็นข้อจำกัดใหม่คุมนักการทูตสหรัฐทั่วประเทศ-ฮ่องกง  สื่อต่างประเทศรายงานว่า จีนประกาศข้อจำกัดใหม่เกี่ยวกับกิจกรรมของนักการทูตสหรัฐที่ทำงานในจีนและฮ่องกง โดยระบุว่าเป็นการตอบโต้ที่สหรัฐดำเนินมาตรการเดียวกันกับนักการทูตจีนในสหรัฐ  โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนโพสต์แถลงการณ์ออนไลน์ในวันศุกร์ว่า กฎเกณฑ์ใหม่จะบังคับใช้กับนักการทูตอาวุโส และบุคลากรอื่นๆ ทั้งหมดที่สถานทูตสหรัฐในกรุงปักกิ่ง และที่สถานกงสุลทั่วประเทศจีน
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 131.06 จุด หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม-การเงินหนุนตลาด  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดปรับตัวขึ้นเล็กน้อยเมื่อคืนนี้ (11 ก.ย.) โดยได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มการเงิน ขณะที่ดัชนี Nasdaq และ S&P500 ปิดตลาดแทบไม่เปลี่ยนแปลง หลังหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นกลุ่มเติบโตปรับตัวลง แต่ดัชนีหุ้นทั้ง 3 ตัวต่างก็ปิดตลาดปรับตัวลงเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 27,665.64 จุด เพิ่มขึ้น 131.06 จุด หรือ +0.48%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,340.97 จุด เพิ่มขึ้น 1.78 จุด หรือ +0.05% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 10,853.55 จุด ลดลง 66.05 จุด หรือ -0.60%
  • (-) “มอร์แกน สแตนลีย์”ปรับเพิ่มแนวโน้มเกิด no-deal Brexit หลังอังกฤษ-อียูเจรจาไม่คืบ  มอร์แกน สแตนลีย์ออกรายงานระบุว่า มีแนวโน้มมากขึ้นที่อังกฤษจะแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (EU) โดยไม่มีการทำข้อตกลง (no-deal Brexit) ซึ่งจะทำให้การค้าระหว่างอังกฤษและ EU อยู่ภายใต้ข้อกำหนดและเงื่อนไขขององค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งจะมีการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าระหว่างกัน  รายงานระบุว่า มีแนวโน้มมากถึง 40% ที่จะเกิดสถานการณ์ดังกล่าว  “ถึงแม้เรายังคงคาดการณ์ว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุข้อตกลงกันในท้ายที่สุด แต่ความเป็นไปได้ก็ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว” รายงานระบุ และเสริมว่า มีแนวโน้มที่การทำข้อตกลงใดๆจะล่าช้าออกไป
  • (-) สหรัฐเผยดัชนี CPI ดีดตัวขึ้นมากกว่าคาดในเดือนส.ค.  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวขึ้น 0.4% ในเดือนส.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนมิ.ย.และก.ค.  เมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI พุ่งขึ้น 1.3% ในเดือนส.ค. หลังจากดีดตัวขึ้น 1.0% ในเดือนก.ค.  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนี CPI เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น 1.2% เมื่อเทียบรายปี
  • (-) “แอสตร้าเซนเนก้า” ได้รับอนุญาตให้เริ่มทดลองวัคซีนโควิดในอังกฤษได้อีกครั้ง  บริษัทแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) ซึ่งเป็นผู้ผลิตยารายใหญ่ของอังกฤษ ประกาศกลับมาทดลองวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ในเฟสที่ 3 ในสหราชอาณาจักรอีกครั้ง หลังระงับโครงการไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเนื่องจากอาสาสมัครรายหนึ่งมีอาการอักเสบที่ระบบประสาทในไขสันหลังอย่างรุนแรง หลังได้รับการฉีดวัคซีนดังกล่าว  แอสตร้าเซนเนก้าระบุว่า ได้รับคำยืนยันจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านสุขภาพของอังกฤษว่า สามารถเริ่มการทดลองวัคซีนต่อได้