อังคาร. ก.พ. 25th, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 14 ก.พ.63(ภาคบ่าย) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,565 1,558 1,547

แนวต้าน : 1,582 1,593 1,602

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป  อัยการสหรัฐกล่าวหาว่า บริษัท Huawei ของจีน ขโมยความลับทางการค้าและช่วยเหลืออิหร่านติดตามผู้ประท้วง ประเด็นการฟ้องร้องล่าสุดต่อบริษัทจีน แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งของสหรัฐกับบริษัทดังกล่าวทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น และเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ความขัดแย้งทางการค้าและความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างจีนและสหรัฐ ยังคงมีปัญหาอีกหลายประการ ตั้งแต่ประเด็น Huawei ไปจนถึงทะเลจีนใต้ และปัญหาต่างๆยังคงมีแนวโน้มยืดเยื้อต่อไป แม้ว่าความเสี่ยงดังกล่าว จะสร้างแรงซื้อพยุงราคาทองคำไว้ แต่ราคาเคลื่อนไหวในระดับจำกัด ทั้งนี้ นักลงทุนรอกระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานยอดค้าปลีกในเดือน ม.ค. ในคืนนี้ หลังจาก ยอดค้าปลีกของสหรัฐปรับขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 ในเดือนธ.ค. จากการซื้อสินค้าต่างๆของภาคครัวเรือน ซึ่งบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐยังคงเติบโตพอสมควรในช่วงสิ้นปี 2019 อย่างไรก็ตาม หากราคาทองคำดีดตัวขึ้นทดสอบแนวต้านโซน 1,582 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจจับตาว่าจะผ่านได้หรือไม่ หากไม่ผ่านอาจได้เห็นการตัวลงทดสอบแนวรับ 1,565-1,558 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้ ยังคงเน้นการซื้อขายจากการแกว่งตัวในกรอบราคาดังกล่าวเพื่อทำกำไรระยะสั้น

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: ราคาทองคำยังติดโซนแนวต้านบริเวณ 1,582 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากไม่สามารถผ่านไปได้ จะเห็นแรงขายทำกำไรออกมาทำให้ราคามีการย่อตัวลงไปอีกครั้ง ประเมินแนวรับที่ 1,565 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากราคาหลุดจะมีแนวรับถัดไปที่บริเวณ 1,558 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position ขายทำกำไรเมื่อราคาดีดขึ้นไปชนแนวต้าน 1,582 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้าราคาทองคำเบรกโซนนั้นได้ ให้เลื่อนไปขายที่แนวต้านถัดไป 1,593 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Short Position  หากราคาทองคำยังลงมาไม่หลุดแนวรับแรก 1,565 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แนะนำให้ปิดสถานะ แต่หากแนวรับแรกเอาไม่อยู่ ให้ชะลอการปิดสถานะออกไป อาจรอดูว่าราคาทองคำจะลงต่ำกว่าโซน 1,558 ดอลลาร์ต่อออนซ์หรือไม่

Open New  หาจังหวะขายหากราคาทองคำไม่ผ่านโซน 1,582 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากเกิดการปรับตัวลงมา อาจเข้าซื้อคืนบริเวณแนวรับ 1,565-1,558 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ที่สำคัญถ้าผ่านโซนแนวต้านดังกล่าวอาจต้องยอมตัดขาดทุน

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) จีนเผยจนท.การแพทย์ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 1,716 คน,เสียชีวิต 6 คน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับสูงของจีนกล่าวในวันนี้ว่า มีเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 1,716 คน และ 6 คนในจำนวนนั้นเสียชีวิต    นายเจิ้ง อี้ซิน เจ้าหน้าที่คณะกรรมาธิการสาธารณสุขแห่งชาติ (NHC) กล่าวในการแถลงข่าวว่า จำนวนเจ้าหน้าที่การแพทย์ที่ติดเชื้อกำลังเพิ่มขึ้น    เจ้าหน้าที่การแพทย์ที่ติดเชื้อกว่า 87% อยู่ในหูเป่ย ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการระบาดของไวรัส นายเจิ้งกล่าวว่า “ขณะนี้ ภาระหน้าที่ของเจ้าหน้าที่การแพทย์แนวหน้าหนักมากจริงๆ สภาวะการพักผ่อนมีจำกัด แรงกดดันด้านจิตใจอยู่ในระดับสูง และมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ
  • (+) เมืองกว่างโจวสั่งห้ามปชช.ออกไปรับประทานอาหารที่ภัตตาคารเพื่อคุมไวรัส  เมืองกว่างโจวของจีนสั่งห้ามประชาชนออกไปรับประทานอาหารที่ภัตตาคาร เพื่อพยายามควบคุมการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนา คำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 ก.พ. ในขณะที่ประชาชนกลับมาทำงานในสัปดาห์นี้ หลังหยุดยาวในช่วงตรุษจีน  ทั้งนี้ กว่างโจวเป็นเมืองเอกของมณฑลกวางตุ้งซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิต และเป็นหนึ่งในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในจีน
  • (+) นักวิเคราะห์คาดศก.ญี่ปุ่นอาจหดตัวครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ขึ้นภาษีครั้งที่แล้ว เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มเผชิญการหดตัวครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2014 ในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา ทำให้ญี่ปุ่นอยู่ในสถานะเปราะบาง ขณะที่ผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรนาในจีนเสี่ยงที่จะทำให้การปรับตัวลง 1 ไตรมาสกลายไปเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอย  การปรับลงอย่างหนักของการใช้จ่ายของผู้บริโภคหลังปรับขึ้นภาษีการขายถูกมองว่าเป็นสาเหตุหลักเบื้องหลังการหดตัว 3.8% รายปีที่ได้รับการคาดการณ์โดยนักเศรษฐศาสตร์ การปรับลงดังกล่าวจะเลวร้ายที่สุดสำหรับญี่ปุ่นนับตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 2014 ซึ่งเป็นช่วงที่การขึ้นภาษีครั้งก่อนหน้าทำให้เศรษฐกิจหดตัว 7.4%
  • (+) สหรัฐกล่าวหา“Huawei”ขโมยความลับการค้า,ช่วยเหลืออิหร่าน  เมื่อวานนี้อัยการสหรัฐกล่าวหาว่า บริษัท Huawei ขโมยความลับทางการค้าและช่วยเหลืออิหร่านติดตามผู้ประท้วงในการฟ้องร้องล่าสุดต่อบริษัทจีนดังกล่าว ซึ่งทวีความขัดแย้งของสหรัฐกับบริษัทดังกล่าว ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ในการฟ้องร้องครั้งล่าสุด ซึ่งเข้ามาแทนที่การฟ้องร้องที่ยังไม่จบสิ้นลงในปีที่ผ่านมาในศาลรัฐบาลกลางในเมืองบรูคลิน รัฐนิวยอร์ก บริษัท Huawei Technologies Co ถูกตั้งข้อหาสมรู้ร่วมคิดเพื่อขโมยความลับทางการค้าจากบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐ 6 แห่งและละเมิดกฎหมายฉ้อโกงที่ปกติแล้วใช้ในการต่อสู้กับองค์กรอาชญากรรม การฟ้องร้องดังกล่าวยังประกอบด้วยข้อกล่าวหาใหม่เกี่ยวกับการที่บริษัทดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องในประเทศต่างๆที่เผชิญการคว่ำบาตร ในบรรดาข้อกล่าวหาอื่นๆ อัยการสหรัฐระบุว่า Huawei ติดตั้งอุปกรณ์สอดแนมในอิหร่าน ซึ่งใช้ในการสังเกตการณ์, ชี้ตัว และคุมตัวผู้ประท้วงระหว่างการเดินขบวนต่อต้านรัฐบาลในปี 2009 ในกรุงเตหะราน
  • (-) สหรัฐขยายเวลาให้“Huawei” 45 วันในการซื้อสินค้าสหรัฐ  คณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐระบุเมื่อวานนี้ว่า ได้ขยายเวลา 45 วันในการอนุญาตให้บริษัทสหรัฐทำธุรกิจบางส่วนกับบริษัท Huawei Technologies Co Ltd ของจีนต่อไป หลังเพิ่ม Huawei ในบัญชีดำทางเศรษฐกิจในเดือนพ.ค.จากความกังวลด้านความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐอนุญาตให้บริษัทดังกล่าวซื้อสินค้าที่ผลิตในสหรัฐบางส่วนในการขยายเวลาหลายครั้ง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์สหรัฐระบุว่ามุ่งหวังลดภาวะติดขัดสำหรับลูกค้า ซึ่งลูกค้าหลายดำเนินการด้านเครือข่ายในพื้นที่ชนบทของสหรัฐ การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นขณะที่คณะบริหารสหรัฐอยู่ในระหว่างหารือว่า จะคุมเข้มการจำกัดเพิ่มเติมต่อการจำหน่ายสินค้าสหรัฐต่อ Huawei หรือไม่ Huawei ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าว ใบอนุญาตที่มีอยู่มีกำหนดหมดอายุในวันที่ 16 ก.พ.
  • (-) ประธานเฟดนิวยอร์กชี้เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัวต่อไป ย้ำจับตาข้อมูลเศรษฐกิจ นายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์กเปิดเผยว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีที่ผ่านมาทำให้เศรษฐกิจสหรัฐยังคงมีแนวโน้มที่จะขยายตัวต่อไป และระบุว่า การกำหนดนโยบายอัตราดอกเบี้ยของเฟดในอนาคตจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจ นายวิลเลียมส์กล่าวว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งของเฟดในปีที่ผ่านมาทำให้เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวเหนือแนวโน้ม และจากข้อมูลที่มีอยู่นั้น คาดว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐในปีนี้จะขยายตัวราว 2.25% เช่นเดียวกับในปีที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดแรงงานจะยังคงขยายตัวแข็งแกร่ง และเงินเฟ้ออยู่ที่ราวระดับ 2% นายวิลเลียมส์กล่าวว่า แนวโน้มพื้นฐานทางเศรษฐกิจของสหรัฐค่อนข้างดี แต่ก็ยังคงมีความไม่แน่นอนในด้านต่างๆ รวมถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจต่างประเทศ และผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือโควิด-19 ในประเทศจีน