ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 27, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 13 เม.ย.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

ระหว่างวันหากราคาทองคำไม่ทะลุแนวต้าน 1,694-1,703 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อาจจะเห็นการอ่อนตัวลงทดสอบแนวรับบริเวณ 1,674-1,663 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่วันนี้ปริมาณการซื้อขายอาจเบาบางเพราะบางประเทศในยุโรปปิดเนื่องในวัน Easter Monday

แนวรับ : 1,674 1,663 1,542 แนวต้าน : 1,694 1,703 1,723

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 13.59 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ขณะที่ระหว่างวันราคาทองคำแทบไม่ขยับท่ามกลางปริมาณการซื้อขายเบาบางเนื่องจากตลาดเงิน  ตลาดทุนรวมถึงตลาดทองคำใน ฮ่องกง, สิงคโปร์, ออสเตรเลีย, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมนี และสหรัฐปิดทำการในวัน Good Friday อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำปิดตลาดในสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วยการทะยานขึ้นเกือบ 5%โดยได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์  หลังการเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่พุ่งขึ้นเกินคาดสู่ระดับ 6.6 ล้านราย ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ทั่วไปของสหรัฐลดลงเกินคาดถึง 0.4% ในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดในรอบ 5 ปี  บวกรวมกับการที่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในวงเงิน 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อเยียวยาภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 สถานการณ์ดังกล่าวกระตุ้นแรงซื้อทองคำจนราคาทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดบริเวณ 1,694.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระหว่างสัปดาห์  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำไม่เปลี่ยนแปลงในวันศุกร์  แต่ถือครองทองคำเพิ่มในระหว่างสัปดาห์มากถึง +15.20 ตัน  ทำให้นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน SPDR ถือครองทองคำเพิ่มแล้วกว่า 100 ตัน สะท้อนความต้องการทองคำยังแข็งแกร่ง  สำหรับวันนี้ ไม่มีกำหนดการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ  ขณะที่ตลาดเงิน ตลาดทุนและตลาดทองคำในออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, ฮ่องกง และอังกฤษ ปิดทำการเนื่องในวันอีสเตอร์ (Easter Monday)

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำยังไม่สามารถยืนเหนือโซน 1,694 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ อาจทำให้เกิดการอ่อนตัวลงของราคา แต่หากสามารถยืนเหนือโซนแนวรับ 1,674-1,663 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ก็จะเห็นการดีดตัวขึ้น โดยยังมีโอกาสที่จะราคาทดสอบแนวต้านบริเวณ 1,703 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

ดูบริเวณ 1,674 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่หลุดสามารถเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้น เพื่อขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวหรือบริเวณแนวต้าน 1,694-1,703 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดแนวดังกล่าวให้รอดูบริเวณแนวรับถัดไปที่ 1,663 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (สถานะซื้อตัดขาดทุนหากไม่สามารถยืนเหนือ 1,663 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้)

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) โควิด-19 ทุบดัชนี CPI สหรัฐร่วง 0.4% ดิ่งแรงสุดรอบ 5 ปี  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ทั่วไปลดลง 0.4% ในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดในรอบ 5 ปี หลังจากเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนก.พ.  ดัชนี CPI ทั่วไปได้รับแรงกดดันจากการดิ่งลงของราคาพลังงาน รวมทั้งราคาตั๋วเครื่องบิน และห้องพักโรงแรม รวมทั้งราคาสินค้าและบริการอื่นๆ โดยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  เมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI ทั่วไปเพิ่มขึ้น 1.5% ในเดือนมี.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 2.3% ในเดือนก.พ.  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนี CPI ทั่วไปจะลดลง 0.3% ในเดือนมี.ค. เมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น 1.6% เมื่อเทียบรายปี
  • (+) นักเศรษฐศาสตร์คาด GDP สหรัฐ Q2/63 หดตัว 26.5%,ว่างงานพุ่ง 12% เซ่นพิษโควิด-19  สมาคมเศรษฐศาสตร์ธุรกิจแห่งชาติของสหรัฐ (NABE) เปิดเผยผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ 45 รายระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรงในระยะสั้นแล้ว และการว่างงานได้พุ่งสูงขึ้น แต่คาดว่าผู้บริโภคสหรัฐจะยังคงทำการใช้จ่ายต่อไป ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการสำรวจคาดว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวลงในอัตรา 26.5% ในไตรมาส 2/2563 หลังจากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ลดลง 2.4% ในไตรมาสแรก  ส่วนในช่วงครึ่งปีหลังนั้น นักเศรษฐศาสตร์คาดว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะกลับมาเป็นบวก โดยขยายตัว 2% ในไตรมาส 3 และ 5.8% ในไตรมาส 4  NABE ระบุว่า ตลาดแรงงานที่อ่อนแอจะทำให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคลดลง แต่บรรดานักเศรษฐศาสตร์ไม่คาดว่า การใช้จ่ายด้านการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) จะเป็นไปในเชิงลบ เนื่องจากผู้บริโภคจะยังคงซื้อสินค้าที่จำเป็นต่อไป  บรรดานักเศรษฐศาสตร์คาดว่า PCE จะขยายตัวโดยเฉลี่ย 1.0% ในช่วง 3 ไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 และจะขยายตัวเฉลี่ยรายไตรมาสราว 1.6% ในปี 2564  ส่วนในไตรมาส 2 ของปีนี้นั้น PCE จะขยายตัวเพียง 0.8% ซึ่งเป็นอัตราต่ำสุดของปีนี้  นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์ยังคาดว่า อัตราการว่างงานในสหรัฐจะเพิ่มขึ้นสู่ 12% ในไตรมาส 2 แต่จะลดลงสู่ระดับ 9.5% ในช่วงสิ้นปีนี้ และลดลงอีกสู่ 6% ภายในสิ้นปีหน้า
  • (+) สถาบันวิจัยคาดเศรษฐกิจสหรัฐหดตัว 8.0% ปีนี้จากพิษโควิด-19  Peterson Institute for International Economics (PIIE) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยของสหรัฐ ออกรายงานระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มหดตัวลง 8.0% ในปีนี้ โดยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  นอกจากนี้ รายงานยังคาดการณ์ว่า อัตราการว่างงานของสหรัฐจะแตะจุดสูงสุดที่ระดับ 20% ในช่วงต้นฤดูร้อนนี้
  • (+/-) โอเปกและพันธมิตรสรุปข้อตกลงลดการผลิตน้ำมันครั้งประวัติศาสตร์หลังหารือหลายวัน   เมื่อวานนี้โอเปกและพันธมิตรผู้ผลิตน้ำมันสรุปข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ในการลดการผลิตน้ำมัน 9.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นการลดผลผลิตในคราวเดียวครั้งใหญที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังการหารือหลายวันและการเปลี่ยนกลับไป-มาระหว่างกลุ่มผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ที่สุดของโลก  ในขั้นต้น โอเปก+ เสนอลดการผลิต 10 ล้านบาร์เรลต่อวันในวันพฤหัสบดี แต่เม็กซิโกคัดค้านปริมาณที่เม็กซิโกได้รับการเรียกร้องให้ลดการผลิต ทำให้ไม่อาจสรุปข้อตกลงได้  ภายใต้ข้อตกลงใหม่ของโอเปก+ เม็กซิโกจะลดการผลิต 100,000 บาร์เรลต่อวัน แทน  400,000 บาร์เรลต่อวันตามที่มีการเรียกร้องให้ลดในเบื้องต้น เมื่อวันศุกร์ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐระบุว่า สหรัฐจะลดการผลิตภายใต้ความพยายามในการกดดันเม็กซิโก  การลดการผลิต 9.7 ล้านบาร์เรล/วันจะเริ่มในวันที่ 1 พ.ค. และจะขยายไปจนถึงสิ้นเดือนมิ.ย. จากนั้น การปรับลดจะลดลงสู่ 8 ล้านบาร์เรล/วัน ตั้งแต่เดอนก.ค.ถึงสิ้นปี 2020 และ 6 บาร์เรล/วัน ตั้งแต่เดือนม.ค.2021 ถึงเดือนเม.ย.2022